เหมยโป๋เชียนสะดุดโคลนใต้เท้า จะหลบก็ไม่ทันแล้ว
เขากัดฟันแน่น เบี่ยงคอไปทางซ้ายครึ่งชุ่น ยอมใช้กระดูกไหปลาร้าข้างซ้ายรับปลายทวนแทน
ปลายทวนเหล็กแทงทะลุเกราะหนัง ขูดผ่านร่องกระดูกไหปลาร้า เลือดสาดเป็นสาย
ฉวยจังหวะที่อีกฝ่ายชักทวนกลับไม่ทัน เขาก็พุ่งตัวประชิดด้ามทวน มือขวาชักดาบฟันตวัดจากล่างขึ้นบน แล้วฟันเข้าที่คางของนายกองธงคนนั้นอย่างจัง กระดูกขากรรไกรล่างพร้อมลิ้นครึ่งหนึ่งแหลกเละในดาบเดียว
นายกองธงไม่ทันได้ร้องสักแอะก็ล้มลงในโคลน
ทหารส่วนตัวลั่วหยางที่เหลืออยู่บนหาดกว่า 800 นาย เห็นทายาทผู้รักตัวกลัวตายยามปกติเลือดท่วมกายแล้วยังไม่ยอมถอย ต่างก็ฮึดสู้ขึ้นมา
ไม่มีใครหนีลงทะเลอีก ทุกคนตะโกนก้องพลางรวมตัวกัน ตั้งแนวกำแพงมนุษย์หนาทึบโดยหันหลังให้แนวหินกันคลื่นริมทะเล
คนแถวหน้าคว้าแผ่นกระดานเรือที่แตกกระจายมาใช้เป็นโล่ แล้วฝืนรับการระดมแทงด้วยทวนสามระลอกซึ่งกองทัพวอโคโถมเข้ามาต่อเนื่อง
……
วันรุ่งขึ้น
นอกกระโจมบัญชาการกลางของกองทัพวอโค ณ ฮันซอง
มุมหนึ่งของค่ายมีราวไม้หลายแถวตั้งเรียงอยู่ ใช้ตากปลาเค็ม กลิ่นคาวทะเลเหม็นคลุ้งจนแสบจมูก
เซวียหวนซ่อนตัวอยู่ในเงาหลังราวไม้ มือกำปลาตากแห้งครึ่งตัวทำทีแทะกิน แต่สายตากลับจับจ้องความเคลื่อนไหวตรงหน้ากระโจมผ่านช่องว่างระหว่างราว
เสียงร้องไห้โวยวายดังระงมมาจากทางประตูค่าย ทหารลำเลียงเสบียงที่เหลือรอดสิบกว่าคนทิ้งดาบ วิ่งจนรองเท้าฟางหลุดไปข้างหนึ่ง ทั้งตัวเปื้อนเขม่าดำ พอไปถึงหน้ากระโจมบัญชาการก็ขาอ่อน คลานตะเกียกตะกายเข้าไป
“จบสิ้นแล้ว! ท่านราชเลขา จบสิ้นแล้ว!”
ทหารที่วิ่งนำหน้าฟุบอยู่บนพื้นทรายหน้ากระโจม น้ำมูกน้ำตาไหลพราก ตบพื้นพลางร้องไห้คร่ำครวญ
“ทหารม้าต้าขานราวกับร่วงลงมาจากฟ้า ขว้างยาสายฟ้าสะท้านของต้าขานใส่ขบวนรถ ข้าวสารบนรถหลายสิบคันถูกเผาเป็นเถ้าถ่านหมดแล้ว! ข้าวสารในค่ายของเรามีอย่างมากก็พอให้ทั้งกองทัพกินได้สามวันเท่านั้น!”
เขาตะโกนเสียงดังเสียจนทหารวอโคที่พักอยู่ในค่ายทหารใกล้เคียงได้ยินกันหมด ต่างวางมือจากงานแล้วพากันมามุง เสียงซุบซิบในฝูงชนดังอื้ออึงราวกับหม้อน้ำเดือด
