“ปฏิกิริยาข้ามชนิดคืออะไร?”
หลินอั้นฟังเซี่ยหลวนอธิบายรายงานการวิจัยฉบับนี้แล้ว ทั้งตกตะลึงทั้งไม่เข้าใจ
เซี่ยหลวนอธิบายว่า “ปฏิกิริยาข้ามชนิดก็คือ พืชวิวัฒนาการชนิดเดียวไม่อาจก่อให้เกิดผลในการชักนำการกลายพันธุ์เช่นนี้ได้ ต้องอาศัยพืชวิวัฒนาการหลายชนิดออกฤทธิ์ร่วมกัน คล้ายกับการจัดตำรับยา ตำรับยาที่ถูกต้องต้องใช้สมุนไพรหลายชนิดออกฤทธิ์แตกต่างกันไป”
“อย่างตำรับยาโบราณที่ใช้รักษาหวัดจากลมหนาว ประกอบด้วยสมุนไพรสี่ชนิด ได้แก่ หมาหวง กุ้ยจือ ซิ่งเหริน และชะเอมคั่ว”
“หมาหวงมีฤทธิ์เผ็ดอุ่น ช่วยขับเหงื่อ เปิดรูขุมขน และสลายความเย็นจากลมหนาว ส่วนกุ้ยจือช่วยให้เส้นลมปราณอบอุ่นและไหลเวียน ทั้งยังเสริมฤทธิ์หมาหวง หากมีแต่หมาหวงแต่ไม่มีกุ้ยจือ เส้นลมปราณจะติดขัด เหงื่อก็ออกไม่ได้ ลมหนาวจึงสลายไปยาก เลยต้องอาศัยกุ้ยจือออกฤทธิ์ร่วมกัน ลมหนาวถึงจะถูกขับออกไปได้ ส่วนซิ่งเหรินกับชะเอมต่างก็ช่วยลดความร้อนในปอดและปรับฤทธิ์ยาให้กลมกลืนกัน หากขาดสมุนไพรตัวใดตัวหนึ่งไป ก็จะไม่เป็นตำรับยาที่สมบูรณ์”
หลินอั้นพอจะเข้าใจอยู่บ้าง “หมายความว่าต้องใช้ผลของพืชวิวัฒนาการหลายชนิด ถึงจะทำแบบนั้นได้ใช่ไหม?”
เซี่ยหลวนพยักหน้า
เธอก้มตาลง กล่าวอย่างสงบว่า “ตอนนี้ฐานที่มั่นใหญ่ ๆ ต่างก็กำลังเร่งค้นหาทรัพยากรพืชวิวัฒนาการ ฐานของเราก็เช่นกัน”
“ถ้าการกินผลของพืชวิวัฒนาการกระตุ้นให้มนุษย์วิวัฒนาการได้ สถานการณ์ของพวกเราก็จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างพลิกฟ้าคว่ำดิน”
