เมื่อได้ยินข่าวว่าเหรินตงสิงสิ้นลม สีหน้าของเหรินซั่วก็เปลี่ยนไปฉับพลัน ไม่อาจอยู่ประคองท่าทีกับเซี่ยซีม่อได้อีกต่อไป หันกายแล้วรีบรุดไปยังเรือนใน
นักพรตชุดเทาเห็นดังนั้น ชะงักไปครู่หนึ่ง กำลังจะหมุนตัวก้าวตาม ทันใดนั้นกลับถูกแรงประหลาดบางอย่างรั้งขาไว้จนขยับไม่ได้
เขาตกตะลึงหันกลับไปมอง เห็นเพียงสตรีในกระบวนค่ายกลนั้นกลับสลัดเชือกที่ผูกมัดหลุดแล้ว และกำลังเดินตรงมาทางตน
เมื่อเห็นดังนั้น เขาจึงชูแส้ปัดวิญญาณขึ้น กำลังจะปลุกเสกเขียนอาคม มือทั้งสองข้างก็แข็งค้างไปด้วย ไม่อาจสำแดงวิชา
และแรงประหลาดที่ยึดรั้งนั้นก็คล้ายตาข่ายหนาทึบที่ไร้ช่องลมผ่าน ครอบคลุมทั่วร่างในชั่วพริบตา ทำให้เขาไม่มีทางโต้กลับได้อีก
นักพรตรู้ตัวว่าสู้ไม่ได้ อดไม่ได้ที่ใจจะหวาดผวา
“เจ้า...เป็นคนหรือเป็นผีกันแน่?”
หากเป็นคน เหตุใดรอบกายนางจึงอบอวลด้วยไอเย็นยะเยือก เกือบจะกลบกลิ่นอายของคนเป็นจนหมดสิ้น?
หากเป็นผี แล้วสตรีผู้นี้เหตุใดจึงรอดพ้น “ค่ายกลผนึกวิญญาณ” มาได้โดยไม่สะทกสะท้าน?
เซี่ยซีม่อไม่ตอบคำ ยังคงย่างเท้าเข้ามาไม่หยุด
ใต้จันทร์กระจ่างชัด ร่างของนางบอบบางคล้ายภูตผี แต่ก็อันตรายยิ่งกว่าภูตผีมากนัก
ใบหน้าของนางค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นในแววตาของนักพรต
ทั้งที่ยังเป็นใบหน้าอ่อนเยาว์ที่คล้ายกับไม่รู้เรื่องรู้ราวอันใด ทว่ากลับทำให้ผู้คนมิกล้ามองตรง
“วิญญาณหลักของจูเหยียนอยู่ที่ใด?”
เฝ้ามองอีกฝ่ายก้าวมาหาตนตรง ๆ ทีละก้าว ความหวาดหวั่นในใจของนักพรตพลันเอ่อท้นเต็มเบ้าตา
เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางจึงดื้อรั้นที่จะตามหาวิญญาณของจิตรกรไร้นามผู้นั้นถึงเพียงนี้?
