ร้านสุยไหหลัวที่ตลาดตะวันออก คับคั่งไปด้วยผู้คนอยู่เสมอ
ในฐานะภัตตาคารอันดับหนึ่งของเมืองหลวง ที่นี่เป็นที่โปรดปรานของเหล่าขุนนางและผู้สูงศักดิ์มาโดยตลอด
เหรินเฟิงเจวี๋ยไม่ชอบความวุ่นวาย แต่อย่างไรก็ตามนี่คือครั้งแรกที่เขาเชิญคนมาดื่มกิน ย่อมต้องมีความจริงใจบ้าง
เมื่อเข้าไปในร้าน ผู้ดูแลร้านจำเขาได้ทันที จึงรีบนำพวกเขาไปยังห้องส่วนตัวบนชั้นสอง โดยเลือก “ห้องฝูหลง” ซึ่งมีวิวดีที่สุดให้
หลังจากสั่งอาหารเรียบร้อย เซี่ยซีม่อก็ยืนอยู่ริมหน้าต่างมองออกไปข้างนอก พลันสายตาก็ไปจับอยู่ที่สะพานซึ่งเชื่อมระหว่างตลาดตะวันออกกับตลาดตะวันตก
ด้วยตำแหน่งที่ตั้งของภัตตาคารซึ่งอยู่สูง เมื่อมองลงมา นางจึงพบว่า แม่น้ำใต้สะพานนั้นเชื่อมต่อกับคูเมืองของพระราชวังด้วย
และทิศทางของดวงวิญญาณเมิ่งจื้อหย่วน ก็คือทิศทางของพระราชวังหลวงนั่นเอง
“เป็นอย่างไรบ้าง? เมื่อครู่คุณหนูเซี่ยเข้าไปในเรือนตระกูลเมิ่ง พอจะพบสิ่งใดบ้าง?”
เหรินเฟิงเจวี๋ยกำลังลิ้มลอง “สุราสนเจียน” ซึ่งมีเฉพาะที่สุยไหหลัว น้ำสุรานี้ไม่มีความเข้มข้น เมื่อชิมแล้วมีรสหวานสดชื่น มักใช้เป็นเหล้าก่อนมื้ออาหาร
เซี่ยซีม่อหันกลับมามองเขา ในใจก็ไม่ได้อยากตอบนัก
ทว่า มีสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งพาเขาจึงจะเข้าไปได้
อย่างไรเสียก็ต้องอาศัยคนอื่น
“ในเรือนตระกูลเมิ่งมีเพียงเศษเสี้ยววิญญาณเดียว”
นางตอบเช่นนี้ เกรงว่าเขาจะไม่เข้าใจ จึงเสริมอีกประโยคเป็นข้อยกเว้นว่า “ผีก็มีสามวิญญาณเจ็ดจิต สามวิญญาณคือเศษเสี้ยววิญญาณสองส่วน กับวิญญาณหลักหนึ่งส่วน”
“เศษเสี้ยววิญญาณไร้ผู้ครอง มองเห็นได้แต่พูดไม่ได้ ต้องหาวัญญาณหลักให้พบ จึงจะรู้ความจริง”
