วันนั้น ในวัดนอกเมือง ผู้ที่หายตัวไปอย่างกะทันหัน คือซือเมิ่ง
หยูเยียนพบนางในตำหนักข้างอีกแห่งหนึ่ง นางกำลังคุกเข่าบนเบาะสวดมนต์ สวดอธิษฐานต่อพระพุทธรูปในตำหนักที่ว่างเปล่า มุมปากแขวนรอยยิ้มชวนขนลุก
“ซือเมิ่ง เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่”
วัดร้างไปนานแล้ว พระพุทธรูปย่อมไม่มีอยู่
เห็นภาพนั้น หยูเยียนรู้สึกเพียงความประหลาด จึงก้าวเข้าไปหมายจะดึงนางออกมา
ใครจะคาดคิดว่าซือเมิ่งกลับเหมือนถูกผีเข้า ลากเท่าไรก็ไม่ขยับ
จนใจนางจึงเรียกคนงานที่มาด้วยกันให้ช่วย อุ้มซือเมิ่งที่ตกอยู่ในภวังค์คลุ้มคลั่งออกมาจากวัดโดยใช้กำลัง
กลับมาถึงหอหงซิ่วโหลว ซือเมิ่งอ้างว่าร่างกายไม่สบาย ขังตัวเองอยู่ในห้อง ไม่ยอมพบผู้ใด
ฟูเจี่ยแม่เฒ่าผู้ดูแลรู้เข้าไม่พอใจนัก หยูเยียนเกรงว่าฟูเจี่ยจะถือโทษ จึงควักเงินส่วนตัวออกมา พร้อมกล่าววาจาดีอยู่นาน จึงจะลูบความโกรธของฟูเจี่ยให้ราบลงได้
หยูเยียนห่วงใยซือเมิ่งจากใจจริง ยังเสียเงินเชิญหมอมาดูอาการและจ่ายยาให้นาง
กินยาสองวัน หยูเยียนก็ดูแลนางสองวัน
เห็นซือเมิ่งซูบซีดลงทุกวัน ไม่อาจรับแขกได้ หยูเยียนก็เกิดความสงสาร
คืนหนึ่ง อวี่อ๋องมาเยี่ยมนาง ทั้งคู่พักผ่อนอยู่ด้วยกันครู่หนึ่ง แล้วนางก็เอ่ยถึงซือเมิ่งกับจ้าวซิง
“น้องสาวข้าน่าสงสารนัก แม้เกิดในตระกูลขุนนาง แต่ไม่เคยมีชีวิตสุขสบายสักวัน”
“หลังจากถูกยึดทรัพย์ พวกผู้หญิงในครอบครัวถูกขาย นางเพราะอายุยังน้อย ก็ถูกขายต่ออีกหลายครั้ง สุดท้ายก็ต้องมาอยู่ที่นี่”
