ยามค่ำคืน หิมะหยุดตก ฟ้าดินกลายเป็นสีเดียวกัน
ณ ลานหน้าห้องโถงใหญ่จวนสกุลมู่ มู่ทิงทิงกำลังย่นคิ้ว จ้องมองประตูห้องโถงที่ปิดสนิท สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
สามวันก่อน เรือนรองแจ้งข่าวการตายของเซี่ยซีม่อ สกุลฟ่านเลือกที่จะปิดเงียบ ไม่แพร่งพราย แต่นางก็ยังได้ยินเสียงลือเล็กน้อย
สำหรับลูกพี่ลูกน้องผู้นี้ มู่ทิงทิงรู้สึกละอายใจยิ่งนัก
แต่มารดาบอกว่า เมื่อเลือกเดินบนเส้นทางที่ไม่อาจหวนกลับ ตนก็ไม่มีโอกาสถอยหลัง
เซี่ยซีม่อตายแล้ว ประตูจวนโหวเหรินเซวียน ต่อให้นางไม่เข้าต้องเข้า
เพียงแต่ตอนนี้ เรื่องกลับซับซ้อนขึ้นบ้าง
คนที่ตายไปแล้ว เหตุใดจู่ ๆ ถึงกลับมาได้เล่า
ระหว่างครุ่นคิด ประตูใหญ่พลันแง้มจากด้านใน
บ่าวที่เฝ้าประตูอยู่ล้วนตะลึง
ครู่หนึ่ง ผู้ที่ก้าวออกมาก่อนกลับเป็นร่างบางอ่อนแอ
"ซีม่อ..."
มู่ทิงทิงกลั้นหายใจ รู้สึกเพียงความเย็นเยียบแทรกซึมเข้าสู่ตับไตไส้พุง
ท่ามกลางสายตาประหลาดใจทั้งหลาย ใบบหน้าซีดเซียวของเซี่ยซีม่อยังไร้อารมณ์
เบื้องหลังนาง พ่อบ้านโจวกำลังประคองสกุลฟ่านผู้ตื่นตระหนกจนเกินเหตุ ค่อย ๆ ก้าวออกมาจากด้านใน
เทียบกับคนก่อนหน้า สองคนนี้กลับมีสีหน้าเหม่อลอย หน้าซีดเป็นสีดิน ชัดเจนว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี
"มารดา"
มู่ทิงทิงข่มความกลัว ก้าวฉับเข้าไปใกล้ เอ่ยถามสกุลฟ่านว่า "ท่านเป็นอะไรไป เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ"
ได้ยินเสียงบุตรสาว แววตาด้านชาของสกุลฟ่านจึงฟื้นคืนประกายเล็กน้อย
นางกำมือมู่ทิงทิงแน่น พลางเอ่ยเร่งร้อนว่า "ทิงทิง ตอนนี้เจ้าพาคนไปเรือนหลัง ไปที่บ่อ...ไปขุดศพอิงเอ๋อร์ขึ้นมาจากบ่อ"
สีหน้ามู่ทิงทิงเปลี่ยนทันใด "มารดา ท่าน...กำลังพูดอะไร"
สกุลฟ่านไม่ยอมอธิบาย ยังคงเร่งว่า "อย่าถาม เร็วเข้า..."
มู่ทิงทิงแต่ไหนแตไรเชื่อฟังมารดาเป็นหลัก แม้ไม่รู้เรื่องใน แต่ก็ไม่กล้าลังเล พลันเรียกบ่าวหลายคน มุ่งหน้าไปยังเรือนหลังด้วยกัน
ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ริมบ่อน้ำแห้งขอดในเรือนหลัง ก็มีกระดูกขาวโพลนกองหนึ่งเพิ่มขึ้นมา
เรื่องความเป็นความตาย กลับทำให้มู่ทิงทิงยิ่งไม่รู้ควรทำเช่นไร
ส่วนสกุลฟ่าน ในยามที่เห็นกระดูกคน นางก็เข่าทรุดลงทันใด คุกเข่ากับพื้น สีหน้าเต็มไปด้วยความสำนึกผิด
"ข้าผิดต่อเจ้า ข้าผิดเอง ข้าช่างสมควรตาย"
"ชาติหน้า——ข้าจะเป็นวัวเป็นม้าชดใช้ให้เจ้า"
"โปรดยกโทษให้ข้า"
นายหญิงใหญ่ผู้เปี่ยมด้วยความสง่างามและใจกว้างมาโดยตลอด บัดนี้กลับเอื้อนเอ่ยวาจาเช่นนี้ออกมา หมู่คนล้วนตกตะลึงยิ่งนัก
มู่ทิงทิงรู้สึกเพียงฟ้าถล่มดินทลาย เข้าไปหมายจะพยุงนาง
"มารดา ท่านกำลังพูดอะไร นี่...เกี่ยวข้องกับท่านด้วยหรือ"
สกุลฟ่านน้ำตาน้ำมูกคละเคล้า กลับมองไปทางเซี่ยซีม่อ ริมฝีปากสั่นระริก ค่อย ๆ เอ่ยว่า "นางคือชุนอิงเอ๋อร์ ข้า...สั่งคนให้ทุบตีนางจนตาย..."
ได้ยินชื่อนี้ ในใจมู่ทิงทิงก็เข้าใจกระจ่างขึ้นเจ็ดแปดส่วน
นางมองตามสายตานั้นไป กลับประสานเข้ากับดวงตาอันเย็นเยียบ ถึงกับพูดไม่ออก ไม่กล้าเอ่ยอีก
เซี่ยซีม่อเก็บสายตากลับ มองดูสีฟ้า ภายใต้การจับจ้องของสายตาคู่แล้วคู่เล่า นางเดินไปข้างกระดูกขาว ยื่นนิ้วชี้ออกมา แตะเบา ๆ ตรงหว่างคิ้วของศพ
"ในเมื่อความอยุติธรรมกระจ่างแล้ว ก็จงออกเดินทางเสียที"
สิ้นเสียงนาง กระดูกขาวนั่นกลับกลายเป็นผุยผงในพริบตา สลายหายไปในหิมะขาวโพลน
เห็นภาพนี้ คนในจวนสกุลมู่ล้วนมีสีหน้าตื่นตระหนก ไม่อาจควบคุมตนให้ถอยหลังไปหลายก้าว สายตามองเซี่ยซีม่อเต็มไปด้วยความหวาดกลัวมากขึ้นหลายส่วน
สกุลฟ่านกำลังตื่นตระหนกจนวิญญาณทั้งหกไร้ที่พึ่ง กลับเห็นเซี่ยซีม่อหันหน้ามา สั่งเสียอย่างเย็นชาว่า "ข้อเรียกร้องที่ข้ากล่าวไว้ เจ้าจงจำให้ดี ฆ่าคนชดใช้ชีวิต บนเส้นทางสู่ปรโลก จะได้พบกัน"
กล่าวจบ นางก็ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะตอบรับหรือไม่ ราวกับพายุหิมะในยามราตรีนี้ มาอย่างเงียบงัน จากไปอย่างไร้สุ้มเสียง
——
เพียงชั่วคืนเดียว บ้านสกุลมู่ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
ใกล้รุ่งสาง กลุ่มนายอำเภอเคลื่อนผ่านถนนตะวันตกอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็เข้าปิดล้อมหน้าประตูจวนสกุลมู่ไว้
นายอำเภอผู้นำกอดอกหาวหวอด เอ่ยถามขึ้นว่า "ผู้ใดเป็นคนแจ้งความ"
พลันเห็นสตรีผู้หนึ่งผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ค่อย ๆ เดินออกมาจากด้านใน เสียงแหบพร่าว่า "นายท่าน ข้าเอง"
นายอำเภอผู้นั้นเป็นคนตาดี จำตัวอีกฝ่ายได้ในบัดดล นับว่าตกใจยิ่งนัก
"มู่...ฮูหยิน ท่านนี่..."
สตรีผู้หนึ่งเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า เอื้อนเอ่ยสี่คำว่า "ข้าฆ่าคน"
กล่าวจบ ก็ยื่นหนังสือสารภาพผิดฉบับหนึ่งส่งให้
วันนั้นเอง นายหญิงใหญ่แห่งสกุลมู่ สกุลฟ่านถูกจองจำเข้าคุก และในคืนนั้นผูกคอตายในที่คุมขัง เพียงชั่วประเดี๋ยว ก็สะเทือนไปทั่วอำเภอซีหลิง
เพียงแต่ เหตุใดถึงเข้าคุก ก่อคดีอะไร ทางศาลากลางกลับไม่ยอมเปิดเผยแม้แต่น้อย
สามวันต่อมา มู่เจิงซึ่งรับราชการอยู่ในเมืองหลวง ได้รับจดหมายจากบ้านที่บุตรสาวเขียนแทนส่งมา
กระดาษจดหมายยาวหลายหน้า เมื่ออ่านจบ เขารู้สึกเย็นเยียบไปทั้งร่าง ในใจไม่รู้ควรคิดเช่นไร
คืนหนึ่งพลิกตัวไปมา คิดหาวิธีรับมือหลายหนทาง
ฟ้ายังไม่สาง มู่เจิงเรียกคนสนิทมา ครุ่นคิดหนักแล้วเอ่ยว่า "ต้องรีบตามหาซีม่อให้พบ พานางมาเมืองหลวงพบข้า"
ในเวลาเดียวกัน บนเรือพาณิชย์ลำหนึ่งที่มุ่งสู่เมืองหลวง หญิงสาวผู้ห่มผ้าหยาบกร้านคนหนึ่ง กำลังพิงอยู่ในห้องเรือที่กองพะเนินด้วยไหสุรา
นางหลับตาสนิท สีหน้าซีดขาว ตามแรงโยกของลำเรือ กลับค่อย ๆ ทรุดลงกับพื้น หมดสติไป
ยามนั้น นอกห้องเรือกลับปั่นป่วนขึ้น
มีผู้ตะโกนว่า "ก้มลงให้หมด รู้ดีก็ยอมส่งทรัพย์สินเงินทองบนตัวออกมา มิฉะนั้น อย่าโทษว่ากระบี่ไร้ตา"
ที่แท้ก็คือโจรสลัดที่ปล้นชิงบนเรือนั่นเอง ปลอมตัวปะปนเข้ามา หวังฉกฉวยทรัพย์
เรือพาณิชย์ลำนี้ออกจากอำเภอซีหลิง เดิมใช้เพียงขนส่งสินค้าเข้าเมืองหลวง
เนื่องจากทางน้ำสะดวกสบาย หัวเมืองระหว่างทางไปมาคับคั่ง ค่อย ๆ รับส่งผู้โดยสารด้วย
ยามนี้ เรือถึงกลางแม่น้ำ สี่ทิศล้วนเป็นห้วงน้ำ นับว่าโดดเดี่ยวไร้ผู้ช่วย
ตามที่โจรไม่กี่คนชักกระบี่ออกมา บนเรือพลันตื่นตระหนก ใครก็ไม่กล้าขยับตัว
ผู้เสียดายชีวิต ยิ่งรีบนำเงินทองส่วนตัวสองมือยื่นให้แต่เนิ่น ๆ เกรงจะยั่วยุอีกฝ่ายให้พิโรธ
โจรสลัดเห็นดังนั้น กำลังจะไล่ปล้นทีละคน
ทันใดนั้น ได้ยินเสียงเบา "ฟิ่ว" ขึ้น ไม่รู้ว่ามีตะเกียบบินมาจากไหน เสียดสีผ่านแก้มเขาไป ปักถูกคานเรือข้างกายพอดี
การโจมตีนี้ แม้ไม่ถึงกับทำร้ายคน แต่พลังกระทั่งน่าเกรงขาม
เห็นได้ว่าเป็นยอดฝีมือ
อาศัยแสงสลัว โจรสลัดมองตามแนวสายตาเงยหน้าขึ้นไป พลันเห็นภายในเรือนเรือชั้นสอง มีบุรุษสองคนนั่งอยู่
ในนั้นผู้หนึ่ง สวมชุดยาวขาวสะอาด หน้าตางดงาม ท่วงท่าสง่า ถือตะเกียบเล่นอย่างสบายอารมณ์ ดูค่อนข้างสำราญไร้พันธนาการ
อีกผู้หนึ่ง สวมเสื้อคลุมขนสัตว์สีดำล้วน หน้าตาสะอาดงดงาม แม้อายุไม่มาก แต่ท่วงท่าหนักแน่น เปี่ยมด้วยบารมี เห็นได้ว่าชาติตระกูลไม่ธรรมดา
สองคนนี้ ราวกับไม่ใส่ใจวิกฤตเบื้องล่าง สีหน้าเรียบเฉย ไม่หวั่นเกรง
โจรสลัดหัวหน้านิ่งอึ้งไป รู้สึกไม่ดีโดยสัญชาตญาณ
ได้ยินเพียงบุรุษในชุดขาวเอ่ยอย่างสบายอารมณ์ว่า "ใกล้จะถึงเมืองหลวงแล้ว ยังมาเจอเรื่องเช่นนี้"
บุรุษในชุดดำไม่รับคำ ตั้งหน้ารินน้ำชาเองเบา ๆ จิบเงียบ ๆ
เห็นดังนั้น บุรุษในชุดขาวก็กอดอกอย่างขี้เกียจ หันไปเลิกคิ้ว ถามอีกว่า "ใต้เท้าเหริน ท่านว่าเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ พวกเราควรจัดการหรือไม่"