ภายใต้สายตาเปี่ยมความคาดหวังของคนหนุ่มสาวทั้งสอง เหรินเซวียนจึงเล่าเรื่องราวในอดีตขึ้นมา
ฤดูใบไม้ร่วงปลายปีเมื่อสิบห้าปีก่อน เป็นครั้งแรกที่เขาไปเขาเหวิ๋นเฮ่อ
เพื่อแสดงความจริงใจ เขาเดินทางไปเพียงลำพัง ไม่ได้นำองครักษ์หรือคนรับใช้ไปด้วยแม้แต่คนเดียว
ที่นั่นอยู่ห่างจากเมืองหลวงมาก หากเดินทางทางบกด้วยม้าที่ดีที่สุด โดยไม่หยุดพัก ก็ต้องใช้เวลาถึงห้าวันห้าคืนกว่าจะไปถึงเชิงเขา
ส่วนทางเขาที่เหลือก็สูงชันมาก ต้องใช้เวลาครึ่งวันกว่าจะปีนขึ้นไปถึงยอดเขา
ยามไปถึง สิ่งที่เห็นคือใบเมเปิลแดงปกคลุมทั่วทั้งขุนเขา
เขาเห็นเหรินเย่ากำลังเล่นอยู่ใต้ต้นไม้กับเด็กชายตัวน้อยในชุดนักพรตเจ็ดแปดคน
คนที่โตที่สุดในกลุ่มน่าจะอายุมากกว่าลูกชายของเขาสักสองสามปี
ส่วนเด็กที่เหลือล้วนดูมีอายุเพียงสองสามขวบ
เมื่อเหรินเย่าเห็นพี่ชายมา ก็หันไปบอกเด็กชายคนโตว่า “เสี่ยวชู พาพวกศิษย์น้องไปเล่นเถอะ”
เด็กชายคนโตขานรับ แล้วพาเด็กกลุ่มหนึ่งเดินจากไป
เหรินเซวียนอดถามไม่ได้ “ทำไมเขาเหวิ๋นเฮ่อถึงมีเด็กมากมายขนาดนี้?”
เหรินเย่ายิ้มตอบ “ส่วนใหญ่เป็นทารกที่ถูกทอดทิ้ง ข้าเก็บกลับมาระหว่างออกเดินทางไปทั่วในช่วงหลายปีมานี้”
“……”
คราวนี้เหรินเซวียนจึงเข้าใจ
หลายปีมานี้ น้องชายของเขาออกท่องเที่ยวไปทั่ว แต่ก็มักหาเหตุผลสารพัดมายืมเงินเขา ถึงขั้นอาศัยชื่อของเขาไปเบิกเงินจากโรงรับเงินหุยทง
ทั้งที่ตัวเขาเองแต่งกายซอมซ่ออยู่เป็นประจำ ไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าดี ๆ สักชุด
ที่แท้เงินทั้งหมดถูกนำมาใช้ที่นี่
ชั่วขณะนั้นเขาไม่รู้จะพูดอะไรดี
เหรินเย่ากลับขยับเข้ามาใกล้ แล้วใช้แขนข้างหนึ่งโอบคอพี่ชายอย่างไม่สำรวม เหมือนตอนเด็ก ๆ
