สิบปีต่อมา
ภายในห้องจัดเลี้ยงอันกว้างใหญ่ไพศาลสว่างไสวด้วยแสงไฟระยิบระยับ โคมระย้าคริสตัลขนาดมหึมาห้อยลงมา ส่องประกายแสงนับล้านระยิบระยับไปทั่วห้อง ตกแต่งสถานที่หรูหราให้เปล่งประกายงดงาม บรรดาชายหญิงในชุดราตรีต่างดูสง่างามสูงส่ง พวกเขาถือแก้วไวน์ชนแก้วพูดคุยกันอย่างครื้นเครง
เมื่อประตูสีทองบานใหญ่เปิดออก ป๋อชือเหยียนก็ปรากฏตัวต่อหน้าทุกคน ชายหนุ่มก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า ในชุดสูทสั่งตัดสีดำเรียบเนี้ยบพอดีตัว ยิ่งขับให้แผ่นหลังกว้างดูสง่าผ่าเผย แสงไฟสีขาวเย็นสาดลงบนใบหน้าด้านข้างที่มีมิติชัดเจน คิ้วตาสงบนิ่ง รอบกายแผ่บรรยากาศเย็นเยียบและน่าเกรงขามที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
เสียงพูดคุยอึกทึกที่ดังอยู่ก่อนหน้าแผ่วลงโดยไม่รู้ตัว สายตาเปี่ยมความยำเกรงนับไม่ถ้วนค่อย ๆ จับจ้องมาที่เขา
ยังไม่ทันที่เขาจะก้าวเข้ามา เจ้าภาพงานเลี้ยงก็รีบรุดเข้ามาต้อนรับ ก้มหน้าพร้อมรอยยิ้มประจบประแจง ราวกับว่าป๋อชือเหยียนต่างหากที่เป็นตัวเอกของงานนี้
เมื่อคนรอบข้างเห็นภาพนั้น แววตาก็ไม่มีความดูแคลน มีแต่ความประหลาดใจและอิจฉาที่เจ้าภาพเชิญป๋อชือเหยียนมาได้
ป๋อชือเหยียนเพียงปรายตามองอีกฝ่ายอย่างเรียบเฉย ไม่รู้ว่าพูดอะไรออกไป เจ้าภาพงานก็พยักหน้ารับก่อนจะเดินจากไป
ป๋อชือเหยียนปฏิเสธคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาชวนพูดคุย จากนั้นก็เดินขึ้นไปนั่งบนชั้นสอง
“โห นาน ๆ จะได้เจอทีนะ ประธานป๋อผู้ยิ่งใหญ่”
เสียงพูดไม่เป็นเรื่องเป็นราวดังมาจากมุมมืด ป๋อชือเหยียนไม่เงยหน้าขึ้น เพียงยกแก้วไวน์ขึ้นจิบช้า ๆ
“ไม่สนใจกันอีกแล้วนะ”
เจียงเยาในเสื้อลายดอกเดินเข้ามา ก่อนทิ้งตัวลงบนโซฟา กางแขนกางขานั่งอย่างสบายอารมณ์
“ได้ยินว่าเมื่อวานนายเพิ่งกลับจากตำบลหรง ฉันไม่เข้าใจจริง ๆ ที่นั่นมีอะไรดีนักหนา ถึงได้วิ่งไปอยู่เรื่อยทุกสองสามวัน”
