“ฉันถามหน่อยสิ น้องเสวี่ยเอ๋อร์ของฉัน คิดจะหลบหน้าศิษย์ของเธอไปอีกนานแค่ไหนกัน”
หลิวชิงชิงเดินเข้ามาในห้อง มองหยุนเสวี่ยเอ๋อร์ที่นอนเล่นกระดิ่งอยู่บนเตียงอย่างจนใจ เธอเท้าเอวข้างหนึ่ง เอียงศีรษะถาม
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ราวกับถูกจี้ใจดำ มือที่กำลังเล่นกระดิ่งชะงักลง ขนตางอนงามหลุบต่ำ ก่อนจะเอ่ยอย่างรู้สึกผิดว่า “ฉันไม่ได้หลบสักหน่อย”
“ไม่ได้หลบหรือ?” หลิวชิงชิงวางกล่องอาหารในมือลงบนโต๊ะ “ข้าวยังให้ส่งมาที่นี่ แล้วยังจะบอกว่าไม่ได้หลบอีก”
“อีกอย่างนะ”
หลิวชิงชิงนั่งลงบนเตียง มองใบหน้าน้อย ๆ ที่อ่อนใสดุจกลีบดอกไม้ แล้วเอื้อมมือไปหยิกแก้มเบา ๆ
“ตั้งแต่วันที่เธอมาที่นี่ ศิษย์ของเธอก็ยืนอยู่บนยอดเขาชิงซูของฉันมาตลอด ขนาดหมาที่เดินผ่านยังรู้เลยว่าเขากำลังรอใคร”
“อะไรนะ น้องเสวี่ยเอ๋อร์ของฉันอยากเล่นบทหนีไปพร้อมลูกหรือไง”
พูดจบ มือของหลิวชิงชิงก็ค่อย ๆ เลื่อนไปวางบนท้องของหยุนเสวี่ยเอ๋อร์ ลูบเบา ๆ พลางเอ่ยหยอกเย้า
ได้ยินเช่นนั้น หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ก็รีบลุกขึ้นนั่งบนเตียง ดวงตาพราวระยับสั่นไหวเล็กน้อย ราวกับบ่อน้ำใสที่ถูกโยนก้อนหินลงไป จนเกิดระลอกคลื่นซ้อนกันเป็นชั้น
“ศิษย์พี่รู้ได้ยังไง”
“ฉันรู้ได้ยังไงน่ะหรือ”
หลิวชิงชิงยื่นมือไปดึงคอเสื้อของหยุนเสวี่ยเอ๋อร์ รอยแต้มกระจายเต็มผิวขาวผ่อง ราวกับดอกเหมยแดงผลิบานกลางหิมะ สะดุดตาเหลือเกิน
“ดูเองสิ แล้วยังมีตรงนี้อีก”
หลิวชิงชิงดันแขนเสื้อกว้างขึ้น รอยฟันปะปนกับรอยแดง แค่มองเพียงแวบเดียวก็รู้ว่าคนที่ทิ้งหลักฐานเหล่านี้ไว้ต้องคลุ้มคลั่งเพียงใด
“อื้อ...ศิษย์พี่...”
พอถูกหลิวชิงชิงหยอกเช่นนี้ ผิวกายที่เผยให้เห็นของหยุนเสวี่ยเอ๋อร์ก็แดงระเรื่อไปหมด ดวงตาที่ฉ่ำน้ำอยู่แล้วก็ยิ่งชุ่มชื้น ราวกับหากพูดต่ออีกสักคำ น้ำตาแห่งความอับอายคงไหลลงมาจากหางตาที่แดงก่ำ
