“เสวี่ยเอ๋อร์ แม่ขอโทษนะ แม่อยากถามลูกว่า...ลูกพอจะย้ายออกไปอยู่ข้างนอกสักพักได้ไหม รอให้น้องสาวลูก...” มารดาตระกูลซูจับมือหยุนเสวี่ยเอ๋อร์ไว้ ดวงตาที่บวมช้ำจากการร้องไห้เต็มไปด้วยความลำบากใจ แต่เมื่อนึกถึงภาพซูเชียนเชียนหมดสติ ในที่สุดเธอก็พูดต่อ “รอให้น้องสาวลูกอาการดีขึ้นแล้ว พวกเราค่อยรับลูกกลับมา ดีไหม”
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ดึงมือกลับจากมารดาตระกูลซู ใบหน้าไม่แสดงความเศร้าแม้แต่น้อย เพียงมองเธออย่างสงบนิ่ง “คุณแน่ใจหรือว่าอยากให้ฉันย้ายออกไป”
ซูเชิงเพิ่งออกมาจากห้องของซูเชียนเชียน ก็ได้ยินคำพูดของหยุนเสวี่ยเอ๋อร์พอดี ใบหน้าที่ก่อนหน้านี้เต็มไปด้วยความเอ็นดูซูเชียนเชียนพลันเปลี่ยนไป ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิด “เพิ่งเจอกันก็แย่งคู่หมั้นของเชียนเชียนไป ทำเธอหัวใจวายจนหมดสติ หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ แกไม่เคยเจอผู้ชายหรือไง หรือว่าแกสนุกกับการแย่งของของเชียนเชียนไปเป็นพิเศษ”
เมื่อนึกถึงช่วงนี้ที่ซูเชียนเชียนมักมีอาการไม่สบายเพราะหยุนเสวี่ยเอ๋อร์ ซูเชิงก็โมโหจนขาดสติ ถึงกับพูดคำที่ทำให้เขาต้องเสียใจไปตลอดชีวิตกับน้องสาวแท้ ๆ ที่เขาเพิ่งตามหากลับมาได้อย่างยากลำบากว่า
“หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ ฉันเสียใจจริง ๆ ที่ตามหาแกกลับมา”
พูดจบ ซูเชิงเองก็ตกตะลึง ปากขยับพะงาบ ๆ แต่คำพูดที่หลุดออกไปก็เหมือนน้ำที่สาดออกไปแล้ว เขาทำได้เพียงมีสีหน้าบูดบึ้งและเกลียดตัวเองอยู่ในใจที่พูดจาไม่ยั้งคิด
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์เงยหน้ามองซูเชิง ผู้ซึ่งตั้งแต่เธอกลับมาก็ไม่เคยทำสีหน้าดี ๆ ใส่เธอเลย น้ำเสียงของเธอจริงจังอย่างยิ่ง “ฉันก็อยากให้พวกคุณไม่เคยตามหาฉันกลับมาเหมือนกัน จะให้ไปก็ได้ ต่อจากนี้ฉันจะไม่กลับมาอีก”
