วันนั้นลู่เฉินยวี่บอกว่าจะยอมเป็นหมาของเธอ หยุนเสวี่ยเอ๋อร์คิดว่าเขาแค่พูดเล่น ใครจะคิดว่าลู่เฉินยวี่จะทำตัวเหมือนหมาเสียยิ่งกว่าหมา ไม่อย่างนั้นจะทิ้งรอยฟันไว้บนตัวเธอมากมายขนาดนี้ได้อย่างไร
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์แก้มป่องด้วยความโมโห ไล่หลี่เฉียงไปนั่งด้านหลัง ส่วนตัวเองก็ขึ้นไปนั่งแทน
หลี่เฉียงผู้น่าสงสารมองลู่เฉินยวี่ที่นั่งข้าง ๆ ราวกับตู้แช่แข็งใบใหญ่ ก้นแทบไม่กล้าหย่อนลงบนเบาะเต็มที่ เขาทำหน้าเหมือนจะร้องไห้พลางอ้อนวอนว่า “พี่ไป๋ ช่วยจอดรถข้างหน้าที ผมอยากไปนั่งในท้ายรถสักพัก”
ไป๋จู๋มองท่าทางขี้ขลาดของเขาผ่านกระจกมองหลัง อดหัวเราะเยาะไม่ได้ “ได้สิ แต่ข้างล่างมีซอมบี้เต็มไปหมด แน่ใจนะว่าจะลงไปตรงนี้?”
หลี่เฉียงเกาะขอบหน้าต่าง มองซอมบี้ที่แต่ละตัวไม่ได้มีดวงตาเปล่งแสงสีเขียวอีกต่อไป แต่กลับมีดวงตาสีแดงฉานทั้งสองข้างอย่างน่าขนลุก เขาค่อย ๆ หดตัวไปอยู่ชิดหน้าต่างรถ พยายามทำตัวให้กลมกลืนที่สุด
เขายอมถูกแช่แข็งเสียหน่อยยังดีกว่า อย่างไรเสีย เทพเซียนตีกัน คนธรรมดาก็พลอยเดือดร้อน
ไม่นานนัก ไป๋จู๋ที่กำลังขับรถออกจากฝูงซอมบี้ก็จำต้องหยุดรถ เพราะมีกลุ่มคนรูปร่างสูงใหญ่กำยำขวางทางอยู่
ไป๋จู๋หันไปมองลู่เฉินยวี่ ทั้งสองสบตากัน ก่อนที่ไป๋จู๋จะลงจากรถไปก่อน
“ขอถามหน่อย พวกคุณเป็นใคร?”
ไป๋จู๋สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ใส่แว่นตา ดูสุภาพเรียบร้อยเมื่อยืนอยู่ต่อหน้าคนกลุ่มนั้น ราวกับลูกแกะเดินหลงเข้าไปในฝูงหมาป่า
คนกลุ่มนั้นก็คิดเช่นเดียวกัน เมื่อมองเขาแล้วต่างก็หยอกล้อกันอยู่ครู่หนึ่ง ชายคนหนึ่งซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นหัวหน้าจึงเดินออกมาตามทางแคบ ๆ ที่ลูกน้องแหวกให้
“อย่าเสียมารยาทกันนักสิ” ชายที่เพิ่งมาถึงแสร้งตำหนิลูกน้องอย่างขอไปที ก่อนจะยิ้มให้ไป๋จู๋
“ผมเป็นหัวหน้าเบสเอส ฮั่วชาง ที่ขวางพวกคุณไว้ไม่ได้มีเจตนาร้าย แค่อยากเชิญทุกคนมาอยู่ที่เบสของเรา”
แว่นของไป๋จู๋สะท้อนแสงจนมองเห็นแววตาที่ไม่สนใจของเขา “ขอบคุณสำหรับน้ำใจ แต่พวกเราวางแผนกันไว้แล้ว”
ฮั่วชางเหลือบมองรถกระบะอย่างแนบเนียน สัมผัสได้ถึงพลังของคนบนรถ แววตาก็ลุ่มลึกขึ้น เขาคิดในใจว่าผู้หญิงคนนั้นพูดไม่ผิด พวกนี้แข็งแกร่งจริง ๆ จึงเอ่ยต่อว่า
