หยุนเสวี่ยเอ๋อร์พบว่า ตั้งแต่เมื่อคืนที่ฉีโม่จูบเธอ เขาก็หาโอกาสสารพัดมาจูบเธออยู่เสมอ
หลังช่วยเธอล้างหน้าเสร็จก็จูบ หลังแต่งตัวเสร็จก็จูบ แม้แต่ตอนที่เธอกินข้าวเพิ่มขึ้นอีกสองสามคำ ฉีโม่ก็ยังชมเธอ แล้วมอบจูบให้เป็นรางวัล ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนที่ฉีโม่อุ้มเธอไปห้องหนังสือ เพื่อช่วยกันจัดการงานราชการ
ทุกครั้งที่วางฎีกาลง ฉีโม่จะก้มลงจูบปากหรือแก้มเธออย่างหนักหน่วง ราวกับการจูบเธอช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าให้เขาได้
“จอมจูบ”
เพราะฉีโม่จูบเธอบ่อยเกินไป หยุนเสวี่ยเอ๋อร์จึงเริ่มประท้วง ขยับลงจากตักเขาไปนั่งบนเบาะอีกฝั่ง แล้วฟุบหน้ากับโต๊ะ พึมพำออกมาคำหนึ่ง
ขณะที่เธอกำลังจะกล่าวโทษฉีโม่ต่ออีกสักสองประโยค จู่ ๆ หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ก็พบว่าตรงหน้ามีแสงเลือนรางปรากฏขึ้น
เธอกะพริบตาอย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนจะพบว่าตัวเองมองเห็นเงาร่างพร่าเลือนได้แล้ว
ที่แท้คุณกระต่ายพูดไม่ผิดจริง ๆ!!
ความดีใจที่ได้กลับมามองเห็นนั้นท่วมท้นเหลือเกิน หยุนเสวี่ยเอ๋อร์พุ่งเข้าไปในอ้อมแขนของฉีโม่ทันที ฎีกาในมือเขาร่วงหล่น แต่ฉีโม่ไม่โกรธสักนิด เพียงกอดเธอไว้พร้อมรอยยิ้มตรงมุมปาก
“ไม่โกรธสามีแล้วหรือ”
ฉีโม่เองก็ไม่คิดว่าตัวเองจะห้ามใจไม่อยู่ขนาดนี้ ร่างกายเอาแต่ต้องการเข้าใกล้น้องเสวี่ยเอ๋อร์ของเขา
ในสายตาของเขา หยุนเสวี่ยเอ๋อร์เหมือนขนมแป้งนุ่มฟู ขาวเนียน เด้งดึ๋งนุ่มละมุน ทั้งหอมทั้งหวาน จนเขาเผลออยากแนบชิดเข้าไปจูบอยู่เรื่อย
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ไม่ได้ตอบเขา เพียงขยับใบหน้าเข้าไปใกล้ที่สุด แล้วพยายามเบิกตาให้กว้าง ในที่สุดก็เห็นรูปร่างหน้าตาของฉีโม่ได้คร่าว ๆ
