วันรุ่งขึ้น ตอนหยุนเสวี่ยเอ๋อร์เทเสื้อผ้าที่เก็บมาจากหน้าห้องของลู่เฉินออกจากถุง กลิ่นโชคชะตาเข้มข้นก็ลอยฟุ้งออกมาทันที หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ที่ถูกกลิ่นหอมชวนให้เคลิบเคลิ้มยกเสื้อผ้าขึ้นแนบอก สูดลมหายใจเฮือกใหญ่เข้าไปอย่างอดใจไม่ไหว
หอมจัง ร่างกายของหยุนเสวี่ยเอ๋อร์รู้สึกผ่อนคลายขึ้นทันตา เธออดถูไถเสื้อผ้ากับตัวไม่ได้ จนกระทั่งเสียงเตือนจากระบบดังขึ้น เธอถึงได้สติกลับมา
“โฮสต์กำลังทำอะไรอยู่?” ระบบมองท่าทางของหยุนเสวี่ยเอ๋อร์แล้วกลับรู้สึกราง ๆ ว่าคล้ายจะเห็นเงาของลู่เฉินซ้อนทับอยู่
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์รีบวางเสื้อผ้าในมือลง แก้มแดงระเรื่อ พลางอึกอักตอบ “ฉันกำลังตรวจดูว่าลู่เฉินซักสะอาดหรือเปล่า”
ระบบมองเธออย่างจริงจัง ก่อนจะจับโกหกได้ทันที “โฮสต์ อย่ามาหลอกฉันเลย พูดมาตามตรง เธอโดนโชคชะตาของพระเอกดึงดูดอีกแล้วใช่ไหม?”
พอถูกจับได้ หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ก็เขินอายจนยกเสื้อผ้าขึ้นมาดมใต้จมูกอีกครั้ง เหลือเพียงดวงตาคู่สวยที่ฉ่ำวาวโผล่พ้นผืนผ้า น้ำเสียงเจือความกระดากอายอยู่หลายส่วน
“ขอโทษนะ คุณกระต่าย ฉันเป็นภูตดอกไม้ กลิ่นโชคชะตามันเย้ายวนสำหรับฉันมากจริง ๆ ฉันเลยอดใจไม่ไหว”
ระบบมองเธอด้วยสายตาเจ็บใจที่ไม่เอาไหน มิน่าล่ะถึงโดนพระเอกหลอกจนหมดเปลือกได้ทุกครั้ง
แต่ก็โทษเธอไม่ได้เหมือนกัน ใครใช้ให้พระเอกไม่รู้จักสำรวม กลิ่นบนเสื้อแรงขนาดนี้ ระบบยังสงสัยเลยว่าตอนกลางคืนลู่เฉินใส่มันนอนด้วยหรือเปล่า
“ช่างเถอะ ๆ เธอก็ส่งข้อความไปเรื่อย ๆ ช่วยให้งานคืบหน้าก็แล้วกัน ฉันไม่อยากยุ่งกับพวกเธอแล้ว”
ระบบถอดใจแล้ว ไม่ว่าอย่างไรโลกก็จะดำเนินไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ แล้วมันจะต้องใส่ใจมากไปทำไม? แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ตัดสินใจว่าจะยังไม่บอกหยุนเสวี่ยเอ๋อร์ว่าลู่เฉินรู้ตัวตนของเธอแล้ว
