เสียงอึกทึกวุ่นวายดังมาจากในห้อง แต่ไม่นานก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์สูดหายใจเข้าลึก ๆ กลั้นน้ำตาไว้ ก่อนแสร้งทำเสียงแข็ง “เซี่ยฉือเย่ เปิดประตู”
ในที่สุดเซี่ยฉือเย่ก็ยอมพูด แต่กลับไม่ใช่คำที่เธออยากฟัง
“ที่รัก เชื่อฟังพี่ก่อน ไปกับเฮ่อหลานนะ”
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ทั้งโกรธทั้งร้อนใจจนพูดอะไรไม่คิด “ได้สิ ฉันจะไปกับเขา พอไปแล้วเราก็จะไม่กลับมาอีก ไหน ๆ ฟีโรโมนของเฮ่อหลานก็หอมดีเหมือนกัน พอดีเราสองคนจะได้ไปอยู่ต่างประเทศด้วยกัน...”
คำขู่ของหยุนเสวี่ยเอ๋อร์ยังไม่ทันจบ ประตูก็แง้มออกเป็นช่อง มือแข็งแรงข้างหนึ่งก็ดึงเธอเข้าไปในความมืด
“อือ... เซี่ยฉือเย่”
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ซบอยู่ในอ้อมแขนของเซี่ยฉือเย่ กลิ่นฟีโรโมนเข้มข้นเจือกลิ่นคาวเลือดทำให้ร่างกายของเธออ่อนระทวยลงทันที
แต่เธอยังเป็นห่วงบาดแผลตรงต่อมกลิ่นของเซี่ยฉือเย่ จึงพยายามยื่นมือออกไปตบศีรษะโต ๆ ที่ซุกอยู่ตรงหน้าอกเธอเบา ๆ
“เซี่ยฉือเย่ มืดเกินไปแล้ว เปิดไฟหน่อยได้ไหม”
“ไม่เอา ตอนนี้พี่ดูน่าเกลียดมาก ไม่อยากให้ที่รักเห็น”
เซี่ยฉือเย่สูดดมกลิ่นหอมจากร่างของหยุนเสวี่ยเอ๋อร์ อาการปวดตื้อที่ต่อมกลิ่นเริ่มบรรเทาลง เขาเกาะเธอหนึบเหมือนแผ่นแปะยา ไม่ว่าเธอจะผลักอย่างไรก็ผลักไม่ออก
จนปัญญา เธอจึงได้แต่ปลอบเขาเหมือนเด็กเล็ก “เซี่ยฉือเย่ เชื่อฟังฉันนะ ให้ฉันดูเสร็จแล้วจะให้รางวัล ดีไหม”
“รางวัลเหรอ” เซี่ยฉือเย่หยุดเอาหน้าถูไถเธอ แล้วถามอย่างกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย “จะให้รางวัลพี่จริง ๆ เหรอ”
“จริงสิ” หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ลูบปกเสื้อด้านหลังคอที่เปียกชื้น หัวใจบีบรัด น้ำตาเอ่อขึ้นมาอีกครั้ง เสียงของเธอสั่นเครือ
เซี่ยฉือเย่เงียบไปสองสามวินาที สุดท้ายก็อุ้มเธอขึ้นมาเงียบ ๆ แล้วเปิดโคมไฟเล็กข้างเตียง
ทันทีที่แสงไฟสีเหลืองสลัวส่องสว่าง น้ำตาของหยุนเสวี่ยเอ๋อร์ก็ไหลพรากยิ่งกว่าเดิม
ลำคอของเซี่ยฉือเย่เปื้อนคราบเลือดเป็นด่าง ๆ ดวงตาแดงก่ำ ผมเผ้ายุ่งเหยิงจนดูไม่ได้ ทั้งตัวเหมือนลูกหมาตัวน้อยที่ถูกแกล้งจนย่ำแย่
