ลู่เฉินรู้สึกปั่นป่วนราวกับคลื่นโหมกระหน่ำ ทว่าสีหน้ากลับเคร่งขรึม ไม่เผยอารมณ์ออกมาแม้แต่น้อย
เป็นไปได้ยังไง?
ลู่เฉินกลัวว่าตัวเองจะดมผิด จึงโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย
บ้าเอ๊ย
เขาสบถในใจ ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงอย่างแรง กลิ่นนี้มาจากร่างเล็ก ๆ ที่อยู่ตรงหน้าเขาจริง ๆ หอมยิ่งกว่ากลิ่นที่ติดอยู่บนเสื้อผ้าเสียอีก แถมยังชวนให้หลงใหลกว่าเดิม
เขาหาตัวคนโรคจิตตัวน้อยเจอได้ง่าย ๆ แบบนี้เลยหรือ?
สายตาของลู่เฉินจับจ้องหยุนเสวี่ยเอ๋อร์ มือที่วางอยู่บนโต๊ะขยับเล็กน้อย
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ที่ยังคงทำเป็นนกกระจอกเทศอยู่ข้างหน้าพลันรู้สึกว่ามีนิ้วจิ้มแผ่นหลังเบา ๆ แรงไม่มาก แต่ก็ยากจะมองข้าม ทำให้หลังที่งองุ้มอยู่ของเธอยืดตรงขึ้นทันที
ขณะที่หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ยังลังเลว่าจะหันกลับไปดีหรือไม่ ลู่เฉินก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงทุ้มต่ำ ลึกล้ำเสียจนทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกจับจ้อง
“เพื่อนร่วมชั้น ฉันลืมเอาปากกามา ขอยืมสักด้ามได้ไหม?”
พอได้ยินว่าลู่เฉินขอยืมปากกา หัวใจที่เต้นรัวของหยุนเสวี่ยเอ๋อร์ก็ผ่อนจังหวะลง เธอสูดหายใจลึก ๆ แล้วค่อย ๆ หันกลับไป
“ให้...ให้คุณค่ะ”
กลางฝ่ามือขาวนุ่มมีสีแดงระเรื่อสุขภาพดี ปากการูปแครอตด้ามหนึ่งนอนนิ่งอยู่บนนั้น น่ารักกลมมนเหมือนเจ้าของมือไม่มีผิด
สายตาของลู่เฉินเลื่อนจากกระหม่อมลงมาหยุดที่ดวงตาคู่นั้น เส้นประสาทที่ขึงตึงอยู่ในสมองพลันขาดผึง
ดวงตาคู่นั้นช่างงดงามเหลือเกิน ใสกระจ่างยิ่งกว่าน้ำพุในหุบเขา สวยยิ่งกว่าอัญมณีที่เปล่งประกาย เพียงมองแวบเดียวก็ราวกับจะดูดคนให้จมลงไป ชวนให้เผลอขยับเข้าไปใกล้เพื่อค้นหาว่าภายในดวงตาคู่นั้นซ่อนความน่าประหลาดใจเอาไว้มากเพียงใด
