หลี่เจี้ยนได้ยินดังนั้นก็วางโน้ตเพลงลงอย่างอาลัยอาวรณ์
เขาไม่กล้ามองมันอีก กลัวว่าพอได้มองแล้วจะยิ่งตัดใจไม่ได้
ข่งชินหยางได้สติกลับมาทันที แล้วกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจว่า “ขอบคุณที่เตือนนะครับ คุณลู่”
“ไม่เป็นไร” ลู่ชู่เซี่ยตอบไปตามมารยาท ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้แล้วแนะนำเพิ่มอีกสองสามประโยค “แต่ดูจากผลงานของนักร้องต่างชาติสองคนนั้นในรายการช่วงก่อน ๆ เพลงนี้นายควรใช้เปียโนบรรเลงอย่างเดียว แล้วเพิ่มเสียงออร์แกนสักช่วงตอนอินโทรก็พอ
เพลงของพวกเขาไม่ก็ครึกครื้นสุดเหวี่ยง ไม่ก็ยิ่งใหญ่อลังการ นายเปลี่ยนมาร้องเพลงที่ฟังสดใสสะอาดละมุนและถ่ายทอดอารมณ์ละเอียดอ่อน แบบนั้นถึงจะมีโอกาสชนะ”
หลี่เจี้ยนแทรกขึ้นมาได้จังหวะ “คุณลู่ ถ้าให้ชินหยางเล่นเปียโนร้องเองล่ะครับ?”
“นายเล่นเปียโนเป็นด้วยเหรอ?” ลู่ชู่เซี่ยถามอย่างประหลาดใจ
ข่งชินหยางตอบอย่างถ่อมตัว “พอเล่นได้บ้างครับ ช่วงไม่กี่ปีมานี้มีเวลาว่าง เลยเรียนมานิดหน่อย แต่เพลงที่ยากมาก ๆ ยังเล่นไม่ไหวครับ”
“งั้นยิ่งดีเลย เพลงนี้ไม่ยาก เล่นเปียโนร้องเองจะควบคุมอารมณ์เพลงได้ง่ายกว่า”
“ได้ครับ งั้นผมกลับไปซ้อมก่อน” ข่งชินหยางพูดพลางทำท่าจะเดินออกไป
หลี่เจี้ยนรีบคว้าตัวเขาไว้ ก่อนหันไปยิ้มเจ้าเล่ห์ให้ลู่ชู่เซี่ย “ไม่ทราบว่าเพลงนี้ของคุณลู่คิดค่าจ้างยังไงครับ?”
“ฉันเพิ่งเข้าบริษัทมาได้ไม่นาน ยังไม่ค่อยรู้เรื่องค่าจ้างเท่าไร ลองไปถามผู้อำนวยการเจียงดูนะ” ลู่ชู่เซี่ยคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบเช่นนั้น
