เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่ชู่เซี่ยก็ยิ้มแล้วกล่าวว่า “ที่ราชาเพลงกู้พูดก็ถูกค่ะ ดนตรีสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดด้านภาษา วัฒนธรรม และภูมิภาค ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องแปลภาษา คนจากต่างประเทศก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่ผู้บรรเลงหรือผู้ร้องถ่ายทอดออกมา”
“ประโยคนี้ผมเห็นด้วยครับ เหมือนราชาเพลงกู้เลย ภาษาอังกฤษของผมก็ไม่ได้เรื่องเหมือนกัน” เผยไห่ฟานยิ้มพลางยกไมโครโฟนขึ้น “บางทีอาจเกี่ยวกับสายงานของผม ผมถึงเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่า ‘ดนตรีไร้พรมแดน’ ได้มากกว่าหลายคน สามารถสัมผัสอารมณ์ที่ผู้บรรเลงหรือผู้ร้องอยากสื่อออกมาได้จากวิธีการถ่ายทอดอย่างจังหวะเร็ว ช้า หนัก เบา”
จิงไป๋ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ
เลิ่งอวิ๋นสัมผัสได้อย่างเฉียบไวถึงบรรยากาศกดดันข้างตัว พลางคิดว่าผู้ชายคนนี้เคยช่วยเธอมาหลายครั้ง แถมยังเป็น ‘คนกันเอง’ ที่เจ้านายกำชับไว้ คำพูดจึงหลุดจากปากไปโดยไม่ทันคิด “ฉันไม่ค่อยเห็นด้วยกับความคิดของพวกคุณค่ะ ถึงดนตรีจะก้าวข้ามภาษาได้ แต่ดนตรีบางประเภทถ้าไม่มีพื้นฐานทางวัฒนธรรมอยู่บ้าง ก็ย่อมชื่นชมและเข้าใจไม่ได้
ตรงนี้แหละที่ทำให้เนื้อเพลงมีความสำคัญ อย่างบทกวีที่เป็นเอกลักษณ์ของหัวกั๋ว คำว่า ‘บทกวี’ ยังอยู่หน้าคำว่า ‘เพลง’ เลยไม่ใช่เหรอ นี่ก็ยืนยันแล้วว่าเนื้อเพลงสำคัญกว่าทำนองไม่ใช่เหรอคะ”
ลู่ชู่เซี่ยยิ้มตาหยี “ความคิดเห็นของราชินีเพลงเลิ่งก็ใช่ว่าจะผิดค่ะ แค่เหมารวมไปหน่อย ดนตรีกับเนื้อร้องต้องมารวมกันถึงจะเรียกว่าเพลง แสดงว่าทั้งสองอย่างขาดกันไม่ได้
