“เฒ่าอู๋อยู่ไหน ใครคือเฒ่าอู๋?” จ้าวอินนึกถึงเฒ่าอู๋ที่เซี่ยจินไห่พูดถึง คนที่ดูแลเสบียง
ไม่ต้องรอให้เฒ่าอู๋เดินออกมา ทุกคนก็หันไปมองชายหัวล้านคนหนึ่งที่ยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มชายวัยกลางคนและคนชรา
เขาผอมซูบ สวมสูทขาดรุ่งริ่ง และเป็นหนึ่งในไม่กี่คนในกลุ่มที่ล้างหน้าจนสะอาด
“เฒ่า... เอ่อ หัวหน้า สวัสดีครับ ผมชื่อ...ชื่ออู๋เสวียกุ้ย ตอนที่หัวหน้าหวังยังอยู่ เขาให้ผมดูแลเสบียงที่นี่ครับ!”
อู๋เสวียกุ้ยก้มตัวเล็กน้อย เผยให้เห็นศีรษะล้านที่มันเยิ้มเป็นเงา
จ้าวอินพยักหน้า “มาหาฉัน”
อู๋เสวียกุ้ยดูอายุเพียงสี่สิบกว่า ขาข้างหนึ่งพิการเดินกะเผลก บางทีอาจเป็นเพราะเหตุนี้ เขาจึงไม่ได้ถูกหัวหน้าหวังพาออกไป ก่อนหน้านี้เซี่ยจินซานก็ไม่ได้เรียกเขาไปช่วยต้านหลัวเฉียงด้วย
ทันทีที่อู๋เสวียกุ้ยเดินมาถึงตรงหน้า จ้าวอินก็คว้าคอเสื้อเขาแล้วหิ้วร่างขึ้นด้วยมือข้างเดียว
“หะ...หัวหน้า...!” อู๋เสวียกุ้ยหน้าถอดสี
อีกฝ่ายมีแรงมากขนาดนี้ได้ยังไง นี่ยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า?
“ฉันต้องการเสบียงทั้งหมดที่นี่ รู้ไหมว่าต้องทำยังไง?” จ้าวอินถาม
“เส...เสบียงทั้งหมด...อยู่ในโกดังครับ ทุกครั้งที่มีของเข้าออกจะบันทึกไว้ละเอียด เป็นกฎที่หัวหน้าเซี่ยตั้งไว้ก่อนหน้านี้ ผมไม่กล้าปิดบังหัวหน้าแน่นอน อีกอย่าง ต่อให้คิดจะปิดบังก็ทำไม่ได้ครับ!”
เหงื่อเย็นผุดเต็มหน้า อู๋เสวียกุ้ยฝืนยิ้มประจบ “ผมจะพาหัวหน้าไปดูเดี๋ยวนี้ครับ ขอหัวหน้าปล่อยผมก่อน!”
จ้าวอินพยักหน้า พลางสังเกตว่าแม้คนผู้นี้จะตกอยู่ในวิกฤต แต่ยังพูดจาเป็นระเบียบชัดเจน
ไม่แปลกที่หัวหน้าหวังกับเซี่ยจินซานจะมอบตำแหน่งสำคัญนี้ให้เขา
“ขาพิการได้ยังไง?” จ้าวอินถาม
“เมื่อก่อนตอนเป็นทหาร ผมประจำการเฝ้าชายแดนที่ติดกับประเทศอินเดีย แล้วพิการจากเหตุปะทะครั้งหนึ่งครับ ขานี่เป็นขาเทียม”
เป็นทหารปลดประจำการอีกคน
จ้าวอินปล่อยมือ แล้วเดินตามอู๋เสวียกุ้ยไปยังอีกฟากของถ้ำ พลางพึมพำไปด้วย “ยังเสียงดังเกินไป ไม่สงบเลย!”