ตอนที่ 3 ไปทวงหนี้ท่านอาฝู
พอชะล้างคราบไขมันบนตัวออกได้พอสมควรแล้ว ซูเหวินก็กระโดดลงไปแช่ในบ่ออีกครั้ง คนที่เคยแช่น้ำร้อนย่อมรู้ดีว่า ต้องทำแบบนี้ถึงจะสะอาดหมดจด
พอน้ำพอกำลังดี ซูเหวินก็ตะโกนออกไปข้างนอกดัง ๆ “เรียกคนมาขัดตัวหน่อย!”
ได้เกิดใหม่ทั้งที ใช้ชีวิตให้สุขเต็มที่สิ เป็นเรื่องที่ควรทำ!
“มาแล้ว!”
คนขัดตัวที่กำลังว่างอยู่ข้างนอก ได้ยินเสียงคนเรียก ก็คว้าผ้าขัดตัวเดินเข้ามา
ช่วงนี้ยังไม่มีสครับขัดตัวหรือบริการเสริมอื่น ๆ หมอนั่นมองซูเหวินที่นอนอยู่บนเตียงขัดตัว แล้วก็ออกแรงขัดเต็มเหนี่ยว
ไม่นานซูเหวินก็รู้สึกสบายตัวสุด ๆ! รู้สึกราวกับตัวเบาขึ้นสองชั่ง!
“ของดีก็ไม่เบาเลยนะ!”
คนขัดตัวที่ผ่านการขัดมาให้คนมากมายทุกเมื่อเชื่อวัน ของขนาดนี้กลับพบเห็นได้ยาก ทำให้ซูเหวินออกจะลำพองใจอยู่บ้าง “ก็เรื่อย ๆ แหละ”
ที่เขาสูงทะลวงขึ้นมาเป็นเมตรแปดสิบในพริบตา ร่างกายกำยำแน่น เปี่ยมด้วยพละกำลังราวกับจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ ก็เพราะกินยาล้างไขกระดูกนี่เอง
แรงสองแขนนี้ อย่างต่ำก็ราว ๆ แปดเก้าร้อยชั่งได้!
ยาล้างไขกระดูกนี่ ช่างวิเศษจริงแท้!
พอซูเหวินชำระกายสะอาดหมดจดแล้ว เขาหยิบผ้าขนหนูมาพันรอบเอว แล้วเดินสบาย ๆ ออกไป หาเตียงไม้นอนลง
ในชาติก่อน เขาเอาแต่ไขว่คว้าแข่งขันจนวุ่นวาย จังหวะใช้ชีวิตเนิบช้าเช่นนี้ไม่ค่อยได้พบเจอ
ซูเหวินนอนอยู่บนเตียง ขบคิดถึงเรื่องราวในยุคนี้ พลันนึกขึ้นมาได้ลาง ๆ ว่าคุณย่าเคยเล่าให้ฟังถึงเรื่องทุพภิกขภัยครั้งใหญ่ ซึ่งเริ่มขึ้นในปีห้าสิบเก้า
แล้วลองคิดดู ตอนนี้ก็ปลายปีห้าสิบเจ็ดแล้ว หมายความว่ายังเหลือเวลาแค่ปีเดียวอย่างนั้นหรือ?!
เขาไม่เคยประสบกับทุพภิกขภัยครั้งนั้น แต่ฟังจากคำบอกเล่าเพียงเล็กน้อยจากคุณย่า ก็นึกภาพแห่งความน่าพรั่นพรึงนั้นออก ภาพที่ไม่มีธัญพืชจะกิน ถึงขั้นต้องถลกเปลือกไม้กิน!
แล้วอย่างเขาที่ยังไม่มีงานทำนี่ จะเอาชีวิตรอดไปได้อย่างไรกัน?!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ซูเหวินก็ตระหนักถึงความเร่งด่วน ต้องรีบหางานทำเสียแล้ว
รอจนคราบน้ำบนตัวแห้ง ซูเหวินก็เดินออกจากห้องอาบน้ำ ทว่าเมื่อถึงคราวสวมเสื้อผ้า ถึงได้รู้ว่าชุดนี้มันคับแคบไปเสียแล้ว
กางเกงบุนวมสั้นลงไปเสี้ยหนึ่ง เผยให้เห็นตาตุ่ม
ยังดีที่ซูเหวินผู้กินยาล้างไขกระดูกแล้วรู้สึกอบอุ่นไปทั้งร่าง ไม่อย่างนั้นถ้าออกไปเช่นนี้ คงต้องตัวสั่นงันงกเป็นแน่
หลังจากออกจากโรงอาบน้ำ ซูเหวินก็ตรงดิ่งไปยังร้านตัดเสื้อ ตอนนี้ยังไม่ถึงปีหกสิบ ยังไม่ใช่ยุคเศรษฐกิจแบบวางแผน ขอเพียงมีเงินก็พอ
ยังดีที่ร้านตัดเสื้ออยู่ใกล้มาก แค่เดินไปไม่กี่สิบเมตรก็เห็นหน้าร้านแห่งหนึ่งชื่อ "ร้านตัดเสื้อเป่าซุ่น" ซูเหวินเลิกม่านประตูแล้วเดินเข้าไป
“เถ้าแก่ กางเกงผมสั้นไปช่วงหนึ่ง เสื้อก็คับนิดหน่อย แก้ทรงให้ใหม่หน่อยได้ไหม?”
ซูเหวินชี้ไปที่กางเกงบุนวมซึ่งเผยให้เห็นตาตุ่มพลางเอ่ย
เถ้าแก่ที่กำลังเย็บชุดอยู่ชำเลืองมองซูเหวินแวบหนึ่ง พลางพยักหน้า “รื้อออกแล้วต่อใหม่ก็ได้ 8 เฉียน”
การต่อชุดให้ซูเหวินเช่นนี้ ในยุคสมัยนี้เป็นเรื่องปกติมาก หลายครอบครัวฐานะไม่ดีนัก เสื้อผ้าลูกหลานคับไปก็ไม่ยอมทิ้ง ต้องซ่อมแซมปะชุนใส่ต่อไป
“ได้”
ซูเหวินพูดพลางถอดเสื้อบุนวมออก เผยให้เห็นท่อนบนที่เปลือยเปล่า
เถ้าแก่เห็นซูเหวินถอดเสื้อแล้วจึงพูดยิ้ม ๆ “อากาศหนาวอย่างนี้ คุณทำแบบนี้เดี๋ยวก็หนาวตายหรอก รีบสวมเถอะ ที่นี่มีเสื้อสำเร็จรูป ให้คุณใส่ก่อน”
พูดจบก็ยื่นเสื้อตัวที่พอดิบพอดีกับซูเหวินให้ ซูเหวินรับมาใส่ดู ปรากฏว่ากำลังเหมาะ
เขาชูนิ้วโป้งให้เถ้าแก่ “เฮ้ สายตาท่านดีจริง พอดี๊พอดี”
เถ้าแก่ภูมิใจยิ่งนัก “ทำอาชีพนี้มาสิบกว่าปีแล้ว แค่ชายตามองก็รู้แล้ว ตาผมเนี่ยเป็นดั่งไม้บรรทัด!”
ซูเหวินรีบพยักหน้า “ใช่ ๆ ๆ ถ้าอย่างนั้นขอกางเกงอีกตัวหนึ่งด้วย ชุดนี้ผมขอซื้อไว้ ส่วนเสื้อผ้าที่ใส่มาฝากท่านตัดใหม่นะ พอดีผมมีธุระนิดหน่อย”
เถ้าแก่ฟังแล้วดีใจมาก คาดไม่ถึงว่านี่จะเป็นการค้าครั้งใหญ่
“เสื้อผ้าสำเร็จรูปที่นี่ล้วนตัดเย็บด้วยมือเอง ใช้วัสดุแน่นหนา มีทั้งผ้าฝ้ายธรรมดา ผ้าสีกากี แล้วก็ผ้าดาครอง เอาอย่างไหนดี?”
“เอาแบบที่ผมใส่ตอนนี้ก็พอ”
ซูเหวินไม่เรื่องมาก ชี้ไปที่เสื้อผ้าบนตัวแล้วพูด ในยุคนี้เสื้อผ้าดูคล้าย ๆ กันไปหมด
“ตัวที่คุณใส่เป็นผ้าสีกากี ทั้งชุด 15 หยวน ดูเนื้อผ้าสิ ลองจับสำลีด้านในดู…”
ซูเหวินยกมือขึ้นห้ามไม่ให้เถ้าแก่แนะนำต่อ เขาล้วงแบงก์ยี่สิบที่เพิ่งรับเมื่อเช้าออกจากกระเป๋ายื่นให้เถ้าแก่
“เอาละ กางเกงให้ผมด้วย”
“ได้เลย รอผมหอนให้ห้าหยวน”
เถ้าแก่ดีใจรับเงินไว้ หยิบกางเกงบุนวมออกมาหนึ่งตัว แล้วส่งเงินห้าหยวนให้ซูเหวินพร้อมกัน
เถ้าแก่ชี้ไปที่ห้องพักด้านหลัง “ไปเปลี่ยนในนี้เถอะ”
ซูเหวินถือกางเกงเข้าไปในห้องพัก ไม่นานก็ออกมาพร้อมชุดที่พอดีตัวเรียบร้อย
ซูเหวินยื่นกางเกงในมือให้เถ้าแก่ “ท่านทำไปก่อนเถอะ บ่ายนี้ผมจะมาเอา”
“ได้”
เถ้าแก่เขียนใบเสร็จยื่นให้ซูเหวิน “ตอนบ่ายมา ก็เอาใบเสร็จนี้มาได้เลย”
ซูเหวินลาจากเถ้าแก่ มุ่งหน้าไปยังตระกูลโหลวในความทรงจำ
ผู้อาวุโสฝูนั่น หนีไปไหนก็หนีวัดหนีไม่พ้น แกกล้าหักเงินข้า ข้าก็จะสั่งสอนแกให้เข็ด!
มองไปยังคฤหาสน์ตระกูลโหลวอันคุ้นตา ซูเหวินหามุมกำแพง แล้วก็นั่งเฝ้าอยู่ตรงนั้น ในมือยังถือไม้ที่เพิ่งเก็บได้
ขณะนั้น ภายในคฤหาสน์ตระกูลโหลว โหลวเจิ้นหัวกำลังนั่งจิบชาบนโซฟา เขาชำเลืองมองท่านอาฝูที่ยืนสำรวมอยู่ข้าง ๆ อย่างไม่ตั้งใจ แล้วเอ่ยถาม
“เรื่องที่ข้าสั่งให้จัดการไป เป็นยังไงบ้าง?”
ท่านอาฝูรีบก้มตัวลง สีหน้าเต็มไปด้วยความเคารพ “เรียนท่านเจ้าข้า คนรับใช้เดิมของตระกูลโหลว ได้จ่ายเงินให้ออกไปเกินครึ่งแล้ว เหลือไว้เพียงองครักษ์ คนครัว คนขับรถ ไม่กี่คน”
โหลวเจิ้นหัวฟังคำของท่านอาฝูแล้วขมวดคิ้ว “ข้าบอกไปกี่ครั้งแล้ว ว่าบัดนี้ห้ามเรียกข้าว่าท่านเจ้า ต้องเรียกข้าว่าท่านโหลว! เดี๋ยวนี้รัฐบาลใหม่ตั้งขึ้นแล้ว คำเช่นนั้นห้ามพูดเด็ดขาด!”
ท่านอาฝูตกใจจนลนลาน “เข้าใจแล้ว ท่านเจ้... อ ไม่ ท่านโหลว”
ท่านอาฝูเป็นคนเก่าแก่ที่ติดตามโหลวป้านเฉิงมา ผู้คนที่เคยล่วงเกินตระกูลโหลวต้องอันตรธานไปอย่างไร เขารู้ดีแก่ใจ!
“หึ”
โหลวเจิ้นหัวแค่นเสียงเย็น “ตอนจ่ายเงินให้คนใช้ไป ไม่มีอะไรผิดพลาดใช่ไหม?”
ท่านอาฝูรีบส่ายหน้า “ไม่มี พ่ะย่ะค่ะ เรื่องนี้ท่านวางใจได้”
“ไม่มีก็ดี บ่ายวันนี้ สิ่งของที่โหลวซานอวิ๋นขนมาล็อตนี่จะถึงแล้ว นี่เป็นของที่พวกเราได้มาโดยอ้างเป็นเสบียงอาหารของคนงานโรงรีดเหล็กนะ!”
“เก็บของพวกนี้ไว้ในโกดังทางตะวันตกของเมือง ด้วยสิ่งของเหล่านี้ ตระกูลโหลวก็จะหากำไรได้อย่างงามอีกก้อน!”
“อย่าให้เกิดความผิดพลาดโดยเด็ดขาด เข้าใจไหม?!”
ท่านอาฝูรับคำรัว ๆ “เข้าใจพ่ะย่ะค่ะ เข้าใจพ่ะย่ะค่ะ ท่านเจ้าข้า ข้าจัดการเอง ท่านวางใจเถอะ!”
โหลวเจิ้นหัวฟังจบก็เดือดดาลขึ้นมา “ข้าอยากฉีกปากแกจริง ๆ! เรียกว่าท่านโหลว!”
ท่านอาฝู “ตุบ” เข่าทรุดลงกับพื้น ตบหน้าตัวเอง “เผียะ ๆ” สองฉาด “ท่านโหลว ข้าจำได้แล้ว!”
โหลวเจิ้นหัวไม่แม้แต่จะชายตามองท่านอาฝูที่คุกเข่าอยู่บนพื้น “พวกคนใช้ที่จ่ายเงินออกไป ล้วนเป็นคนนอกทั้งนั้น ส่วนแกที่เป็นคนของเราเอง อยู่กับข้ามายี่สิบกว่าปี”
“หากเกิดทำผิดพลาดขึ้นจริง ข้าจะให้แกตายอย่างสบาย ขอให้แกจงจำใส่ใจไว้!”
“ข้าน้อยเข้าใจพ่ะย่ะค่ะ!”
น้ำเสียงของโหลวเจิ้นหัวแผ่กลิ่นอายสังหารออกมาจาง ๆ เรื่องนี้หากทำไม่ดี ครอบครัวของเขาทั้งเมียทั้งลูกจะต้องตายจริง ๆ!
“พ่อ ทำอะไรอยู่? แม่เรียกพ่อไปกินข้าวนะจ๊ะ!”
ขณะนั้นเอง โหลวเสี่ยวเอ๋อวิ่งขึ้นชั้นบนอย่างร่าเริง เอ่ยกับโหลวเจิ้นหัว
โหลวเจิ้นหัวแต่เดิมยังคงมีสีหน้าเย็นชา ครั้นได้ยินคำของโหลวเสี่ยวเอ๋อ ก็แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเปี่ยมเมตตาทันที “ได้ ๆ ๆ พ่อจะไปกินข้าวเดี๋ยวนี้แหละ”
โหลวเจิ้นหัววางหนังสือพิมพ์ในมือ ยืนขึ้นจากโซฟา เตรียมลงไปกินข้าวชั้นล่าง
ส่วนท่านอาฝูที่คุกเข่าอยู่กับพื้น ไม่ว่าโหลวเจิ้นหัวหรือโหลวเสี่ยวเอ๋อ ก็ไม่มีใครสนใจ สถานการณ์เช่นนี้ในตระกูลโหลวพบเห็นจนชินตา
โหลวเสี่ยวเอ๋อเติบโตมาในตระกูลโหลว เรื่องเช่นนี้ชินเสียจนไม่คิดอะไรแล้ว