พี่น้องฝาแฝดสลับเจ้าสาว? ข้ามั่นคงเป็นนายหญิงจวนโหว

บทที่ 4 ตัดใจหย่าขาด?

10 นาที· 2.3K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

ซูชิงหว่านนิ่งอึ้งไป นางลูบไล้หน้าท้องแบนราบเบา ๆ คิ้วงามขมวดแน่น

“เหตุใดจึงตั้งครรภ์ได้…”

เพียงนึกขึ้นได้ว่าต้นเหตุของเรื่องวิวาห์เหลวไหลนี้ก็คือกู้หยุนรุ่ย ซูชิงหว่านก็รู้สึกคลื่นไส้ระลอกแล้วระลอกเล่า

“อ้วก!”

อาเจียนเสียจนฟ้ามืดหน้าดำ รอให้ทุเลาลงบ้างแล้ว ซูชิงหว่านพิงหมอนอิงนุ่ม เนตรสาวค่อย ๆ เยียบเย็น “ยังมีผู้ใดรู้อีกหรือไม่ว่าข้าตั้งครรภ์?”

ฉีอี้ส่ายหน้า “ตอนนั้นบ่าวเห็นคุณหนูจะล้มอยู่หน้าประตู จึงรีบเข้าไปประคองพร้อมฉินซิน ฮูหยินโหวบอกจะเรียกหมอประจำจวนมา แต่คุณชายรองบอกว่า…บอกว่าคุณหนูแกล้งป่วย ทำท่าทางน่าสงสาร ไม่จำเป็นต้องเชิญหมอ…พวกเราจึงรีบพยุงคุณหนูกลับมา มีเพียงพวกเราสองคนที่รู้ ผู้อื่นยังไม่ล่วงรู้”

ซูชิงหว่านหัวเราะเย็น “ยามนี้มันสวมรอยเป็นกู้หยุนฉือ ยิ่งไร้ความยับยั้งชั่งใจ ในสายตามีเพียงซูซีเยว่ ไม่ว่าข้าทำสิ่งใดล้วนผิดไปสิ้น แต่นั่นก็ดี ต้องขอบคุณมันนัก หาไม่หากเฝิงชื่อรู้ว่าข้าตั้งครรภ์ ก็จะไม่มีทางกำจัดเด็กคนนี้”

ฉีอี้เบิกตากว้าง “คุณหนู คุณหนูจะเอาเด็กคนนี้ออกหรือ?”

ซูชิงหว่านพยักหน้า “เด็กคนนี้เก็บไว้ไม่ได้ หากเก็บไว้ ข้าก็ยากจะหลุดพ้นจากจวนโหวหาญภักดิ์ พวกมันยิ่งขัดขวางข้า ข้าก็ยิ่งต้องจากไป วันมะรืนเป็นวันตั้งศพกู้หยุนรุ่ย ถึงเวลาสกุลซูต้องมาแน่”

พวกมันขัดขวางได้ชั่วคราว แต่ขัดขวางได้ชั่วชีวิตหรือ

หากจนหนทาง ยังเข้าวังขอความช่วยเหลือจากพระสนมกุ้ยเฟยผู้เป็นน้าได้

ทว่า เมื่อคิดว่าเด็กในครรภ์คือทายาทของกู้หยุนฉือ ซูชิงหว่านได้แต่กล่าวคำขอโทษในใจต่อเขา

ส่วนเรื่องที่กู้หยุนฉือเข้าห้องผิดในคืนวิวาห์นั้น เขาล่วงรู้หรือไม่หาได้สำคัญอีกแล้ว ก็ในเมื่อคนตายไปแล้ว

ทว่าฉีอี้กลับมีสีหน้าซับซ้อนเอ่ยว่า “คุณหนู รอบเดือนของท่านสองปีมานี้มาไม่ปกติ หากดื่มยาขับเลือดจริง เกรงจะกระทบกระเทือนร่างกายหนัก อาจส่งผลต่อบุตรในภายภาคหน้า”

ซูชิงหว่านนิ่งอึ้งอีกครา

ก่อนออกเรือน นางเคยวาดหวังถึงชีวิตในอนาคตงดงามเหลือเกิน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับสามี เคียงคู่ดุจพิณผสานเสียง มีบุตรน้อย ๆ แข็งแรงร่าเริงสักสองสามคน ทั้งจะทุ่มเทกำลังความสามารถดูแลกิจการในจวน เป็นภรรยาผู้ช่วยเหลือสามี เป็นที่พักพิงอบอุ่นแก่บุตร

แต่บัดนี้ ทุกสิ่งล้วนปั่นป่วนไปหมด…

“เรื่องภายหน้าค่อยว่ากันภายหน้าเถิด จงก้าวผ่านด่านตรงหน้าไปก่อน” ซูชิงหว่านสูดหายใจลึก “เจ้าไปเรียกฉินซินมา”

“เจ้าค่ะ”

ไม่นานฉินซินก็เดินเข้ามา ใบหน้าถูกตบจนบวมแดงบ้าง แต่โชคดีไม่หนักหนา

นางเข้ามาก็คุกเข่าต่อหน้าซูชิงหว่านทันที “เป็นบ่าวที่ทำภารกิจนี้ไม่สำเร็จ เชิญคุณหนูลงโทษเถิด!”

ซูชิงหว่านเอ่ยว่า “พวกมันจับตามองข้าตลอดเวลา แต่มิใช่ความผิดพวกเจ้า ครั้งนี้พวกเจ้าจงจำใส่ใจ นับจากนี้ในจวนโหวแห่งนี้ อย่าเชื่อใจใครง่าย ๆ แต่ก็ต้องไม่แสดงออกมา ต้องผูกมิตรกับผู้อื่นให้เป็น”

ฉินซินรีบรับคำ

ชั่วพริบตาก็ถึงวันตั้งศพกู้หยุนรุ่ย

สองวันมานี้ซูชิงหว่านแสร้งป่วย งานศพจึงตกเป็นภาระของเฝิงชื่อทั้งหมด โดยมีกู้หยุนฉือคอยช่วยอยู่ข้าง ๆ เพราะจ้านโหวหาญภักดิ์ขาไม่สะดวก แถมเพิ่งเผชิญความเจ็บปวดจากการสูญเสียบุตร จึงต้องให้กู้หยุนฉือรับรองแขกที่เป็นบุรุษทั้งหมด

ซูชิงหว่านได้พบมารดาไป๋ชื่อในที่สุด

นางคิดจะเล่าความทุกข์ยากในจวนโหวให้ฟัง แต่กลับเห็นมารดาขมวดคิ้วแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความโศกกังวล

ซูชิงหว่านเอ่ยถาม “ท่านแม่ ท่านเป็นอันใดไป?”

ไป๋ชื่อเป็นคนอ่อนโยนนัก นางกำผ้าเช็ดหน้าแน่น หน้าเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม “เดิมตั้งแต่บุตรเขยตายในสนามรบ แม่ก็เป็นห่วงเจ้ามาตลอด ครั้นช่วงนี้ มีคนถวายฎีกากล่าวโทษพ่อของเจ้าว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีภาษีเงินเจียงหนาน”

หัวใจของซูชิงหว่านร่วงวูบลงทันที นางพอได้ยินมาบ้างว่า คดีภาษีเงินเจียงหนานนี้เกี่ยวพันกว้างขวางนัก

มิแปลกใจเลยที่ช่วงนี้เฝิงชื่อกับกู้หยุนรุ่ยไม่มารังควาญนางอีก หรือว่าพวกมันจะลงมือทำอะไรกับบิดาของนางลับหลัง?

แต่กู้หยุนรุ่ยไม่น่ามีอำนาจถึงเพียงนี้ อาจมีผู้ใดอยู่เบื้องหลังมันอีก…

ไป๋ชื่อเห็นบุตรสาวนิ่งเงียบ จึงรีบปลอบกลับไปมา “หว่านหว่าน เจ้าก็ไม่ต้องเป็นห่วงพ่อของเจ้า สิ่งที่มิใช่เขาทำ ตัวเราเองก็ยืนตรงไม่กลัวเงาคด ยิ่งไปกว่านั้นยังมีท่านปู่ของเจ้าอีก กลับเป็นเจ้าที่ผ่ายผอมไปมาก ทำให้แม่ปวดใจนัก ท่านซื่อจื่อคนดีถึงเพียงนั้น เหตุใดอยู่ดี ๆ ก็จากไปได้”

กุมมือนุ่มอบอุ่นของมารดาไว้ ในใจซูชิงหว่านกลับเย็นเยียบ

สุดท้ายนางก็มิได้เอ่ยกับมารดาเรื่องหย่าขาด เพียงกล่าวปลอบโยนกลับไปไม่กี่คำ

สองแม่ลูกคุยกันครู่หนึ่ง ซูชิงหว่านส่งมารดาถึงประตูใหญ่ หมุนตัวกลับมาก็เห็นร่างหนึ่งในชุดคลุมแพรสีขาวนวลใต้แสงจันทร์

มิใช่ หรือจะว่าไปคือ ‘สามีแสนดี’ ของนาง กู้หยุนรุ่ย!

ในเนตรซูชิงหว่านแฝงไว้ด้วยไอเย็นบางเบา เดินสวนเข้าไปหา “เมื่อครู่ท่านแม่เอ่ยถึงเรื่องที่มีคนถวายฎีกากล่าวโทษบิดาข้า ว่าเกี่ยวข้องกับคดีภาษีเงินเจียงหนาน คิดว่าท่านน้องรองอยู่ในกรมกลาโหม ข่าวสารคงคล่องแคล่ว ทราบไหมว่าเป็นผู้ใดนำถวายฎีกา?”

ซูชิงหว่านถามราวกับซักถามเรื่องธรรมดาในราชสำนัก ทว่าภายใต้น้ำเสียงราบเรียบนั้น ซ่อนการหยั่งเชิงที่จับสังเกตได้ยากเอาไว้

รอยยิ้มบนหน้าแข็งค้างไปชั่วขณะ แล้วจึงกลับคืนดังเดิม มองดูนางซูบผอมลงอีกมาก ทั้งยังสวมชุดขาวล้วน ปิ่นปักผมล้วนเป็นดอกมณีขาว

ทั้งร่างช่างอ้างว้างน่าเอ็นดูนัก แม้จะคลุมเสื้อคลุมปักดอกไห่ถังขาวไว้ ก็ยังดูโปร่งบาง

แววตาของกู้หยุนรุ่ยฉายแวบหนึ่งของความอาทร “เรื่องในราชสำนักยุ่งยากนัก ข้าไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดถวายฎีกากล่าวโทษท่านซูซ่างซู แต่ชิงหว่านโปรดวางใจ ซ่างซูซูซื่อตรง ย่อมสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนได้”

“เช่นนั้นหรือ? ท่านน้องรองเอ่ยนามข้าตามลำพังเช่นนี้ผิดจารีต เจ้าควรเรียกข้าว่าท่านพี่สะใภ้ใหญ่ต่างหาก”

ซูชิงหว่านโค้งศีรษะน้อย ๆ ไม่เอ่ยวาจาอีก เพียงเบี่ยงตัวหลีกทาง “ท่านน้องรองไปทำงานเถิด ข้ากลับเรือนก่อน”

ซูชิงหว่านจะยังไม่เข้าใจอันใดอีก?

เรื่องนี้คือกู้หยุนรุ่ยที่กระทำ การเสแสร้งก่อนหน้านี้กับการคำนวณในตอนนี้ ล้วนเพื่อจะมัดตัวนาง มัดสกุลซูไว้กับจวนโหวหาญภักดิ์ ให้อยู่บนเรือลำเดียวกัน

ซูชิงหว่านรู้ว่าเรื่องหย่าขาด เกรงว่าจะยากแล้ว เพราะนางไม่รู้ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังกู้หยุนรุ่ย จะทำอะไรกับสกุลซูกันแน่ จะถึงขั้นหักโค่นทำลายล้างหรือไม่ ทั้งนางและสกุลซูไม่อาจเสี่ยง

ศีรษะหน้ามืดเป็นระลอก สิ่งที่ทานไปเมื่อเช้ากำลังจะพุ่งออกมา ร่างกายนางเซถลาไปด้วย

กู้หยุนรุ่ยยื่นมือจะพยุงนางโดยไม่รู้ตัว แต่ซูชิงหว่านกลับถอยหลังไปครึ่งก้าวอย่างรวดเร็ว บัดนี้นางไม่อยากแตะต้องแม้แต่ชายเสื้อของอีกฝ่ายเลยสักนิด

กู้หยุนรุ่ยเห็นแววรังเกียจในเนตรของนาง ก็ขุ่นใจอยู่บ้าง “นี่เจ้าจะทำอะไร?”

ซูชิงหว่านเอ่ยว่า “ท่านน้องรอง ท่านทราบดีว่าข้าไม่เคยยินยอมการสืบสองตระกูล สะใภ้กับน้องสามีย่อมต้องต่างกัน ดังนั้นรักษาระยะห่างไว้บ้างจะดีกว่า”

กู้หยุนรุ่ยขมวดคิ้ว “แท้จริงแล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่ยินยอม?”

ซูชิงหว่านมองอีกฝ่ายเสแสร้งเป็นน้องชายตนแล้วยังหลงใหลได้เพียงนี้ ในเนตรเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน หากยังไม่ถึงเวลาเปิดหน้าแตกหัก นางอยากถามอีกฝ่ายจริง ๆ ว่ารู้จักคำว่าจริยธรรมและความละอายหรือไม่? เหตุใดนางจึงได้หมั้นหมายกับอันธพาลเนรคุณเช่นนี้แต่แรก?

นางสูดหายใจลึก “ท่านน้องรอง ข้าเพิ่งแต่งกับพี่ชายเจ้ายังไม่ถึงสองเดือน เขาเพิ่งจากไป ข้าไม่อาจรับบุรุษอื่นในทันทีได้”

แววตากู้หยุนรุ่ยฉายแวบรู้สึกผิด น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย “ข้าก็รู้ว่า การสืบสองตระกูลในทันใด เจ้าคงรับไม่ได้ในใจ วางใจเถิด ข้าจะไม่บังคับเจ้า เพราะอย่างไรเสีย ต้องให้ซีเยว่ตั้งครรภ์ก่อน”

ซูชิงหว่านรู้สึกเพียงคลื่นไส้ยิ่งนัก! บัดนี้กลับอ้าง ‘รักษาสัตย์เพื่อซูซีเยว่’ เป็นข้ออ้างสร้างภาพ เจ้าโครงหนังหน้าตาละโมบแต่เสแสร้งรักลึกซึ้งเช่นนี้ มองอีกนิดก็รังเกียจ

ซูชิงหว่านไม่อยากมองเขาอีกเลยสักนิด กลัวจะซ่อนความโกรธแค้นในนัยน์ตาไม่อยู่ นางยกผ้าปิดปากกระแอมสองสามครั้ง “ข้าร่างกายไม่ค่อยสบาย ขอตัวกลับก่อน”

นางกลับมาถึงเรือนหลิงหลง ฉีอี้ยื่นบัญชีสินเดิมที่จัดเตรียมไว้มาให้ “คุณหนู บัญชีสินเดิมจัดไว้เรียบร้อยแล้ว พร้อมขนย้ายได้ทุกเมื่อ”

ซูชิงหว่านลูบไล้หน้าท้องของตนเบา ๆ แล้วส่ายศีรษะ

“เวลานี้มีคนถวายฎีกากล่าวโทษบิดาข้า ควรเป็นฝีมือกู้หยุนรุ่ย เกรงว่าอาจมีไม้ตายตามมาอีก ข้าจึงยังไม่อาจผลีผลาม เรื่องหย่าขาดต้องค่อย ๆ วางแผน”

พร้อมกันนั้น นางต้องหาทางให้บิดาตรวจสอบ ว่ากู้หยุนรุ่ยไปพัวพันกับผู้ใด และเป้าหมายของพวกมันคืออะไร

นัยน์ตาฉีอี้เต็มไปด้วยความกังวล “คุณหนู เช่นนั้นท่านก็ต้องถูกกดดันลำบากใจอีกน่ะสิ”

ชัด ๆ ว่าเป็นสามีของตน แต่กลับต้องให้อีกฝ่ายใช้สถานะน้องสามีมาสืบสองตระกูล คุณหนูยังถูกคุณหนูสามประณามว่าแย่งสามีอีก เรื่องนี้คิดแล้วช่างน่ารังเกียจ!

ฉินซินเอ่ยข้าง ๆ ว่า “คุณหนู หรือจะบอกพวกมันไปเลยว่าท่านทรงครรภ์แล้ว ไม่จำเป็นต้องสืบสองตระกูลอีก?”

อย่างน้อยที่สุด จะได้ไม่ต้องทนรังเกียจ และไม่ถูกฝ่ายซูซีเยว่กล่าวหายากลำบาก

ซูชิงหว่านส่ายหน้า “สามเดือนแรกครรภ์ยังไม่มั่นคง อย่าบอกผู้ใด ส่วนวิธีหลีกเลี่ยงการสืบสองตระกูลนั้น ซูซีเยว่จะ ‘ช่วย’ ข้าเรื่องนี้”

**

งานศพของซื่อจื่อแห่งจวนโหวหาญภักดิ์จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ถึงเจ็ดวันเต็ม ระหว่างนั้นมีผู้มากมายมาไว้อาลัย

แม้แต่ฝ่าบาทยังพระราชทานยศให้กู้หยุนรุ่ยเป็นแม่ทัพเวยอู่ และพระราชทานฐานันดรศักดิ์ให้ซูชิงหว่าน ภรรยาม่ายของเขา เป็นการปลอบประโลม

ซูชิงหว่านเพราะช่วงนี้แพ้ท้องหนัก จึงซูบผอมลงมาก ในสายตาคนนอก ล้วนมาจากความโศกเศร้าที่มากเกินไป

นางออกมารับราชโองการคุกเข่า ทั้งร่างบอบบางราวกับจะล้มลงได้ทุกเมื่อ เพราะนางไม่เอ่ยถึงการหย่าขาดอีก เฝิงชื่อจึงอ่อนโยนเอ็นดูนางขึ้นอีกครั้ง

หลังจากส่งขันทีที่มาประกาศราชโองการกลับไปแล้ว เฝิงชื่อรีบประคองซูชิงหว่านขึ้นมา “ชิงหว่าน เจ้าซูบผอมไปมาก กลับไปจะให้คนไปเอาโสมป่าอายุร้อยปีจากคลังมาต้มน้ำแกงบำรุงเจ้า”

ล่วงรู้ถึงความตีสองหน้าของมารดาสามีผู้นี้แล้ว บัดนี้ไม่ว่านางจะเมตตาอ่อนโยนเพียงใด ซูชิงหว่านก็ไม่เชื่อใจอีก

ทว่านางยังคงโค้งศีรษะน้อย ๆ “ขอบพระคุณท่านแม่ที่ห่วงใย ช่วงนี้ลูกใจคอว้าวุ่นเพราะการจากไปของซื่อจื่อ อารมณ์ไม่ดี แถมยังขัดแย้งกับท่าน ลูกผิดเอง”

เฝิงชื่อเห็นนางว่านอนสอนง่ายก็โล่งอก น้ำเสียงยิ่งละมุนละไม “พูดที่ไหนกัน เจ้าหมั้นหมายกับอารุ่ยตั้งแต่เล็ก เติบโตมาด้วยกัน จู่ ๆ เขาก็จากไป เจ้าต้องโศกเศร้าเสียใจเป็นธรรมดา แม้แต่ข้ายังตั้งสติได้นานทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม คนตายไปแล้ว พวกเราต้องมองไปข้างหน้า”

พูดถึงตรงนี้ เฝิงชื่อเงยหน้าขึ้นสั่งบุตรชายข้างกาย “อาฉือ คืนนี้เจ้าไปเรือนหลิงหลง อยู่เป็นเพื่อนชิงหว่านให้ดี”

ซูชิงหว่านกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นทันใด

กู้หยุนรุ่ยมองดูนาง ยังไม่ทันเอ่ยปาก ซูซีเยว่ที่อยู่ข้าง ๆ กลับกระทืบเท้า แล้วตาแดงก่ำวิ่งหนีไปด้วยความโกรธ

กู้หยุนรุ่ยได้แต่เอ่ย “ท่านแม่ ขอข้าไปดูซีเยว่ก่อน แล้วจะกลับมา”

มองดูเขารีบวิ่งตามซูซีเยว่ไป เฝิงชื่อก็เต็มไปด้วยความรังเกียจ “ช่างขึ้นหน้าไม่ติดจริง ๆ!”

ซูชิงหว่านนัยน์ตาหรี่ต่ำ แววเย้ยหยันวาบผ่าน เฝิงชื่อลำเอียงเข้าข้างบุตรก็จริงอยู่ แต่ในสายตาของเฝิงชื่อ ผลประโยชน์ของจวนโหวนั้นสำคัญกว่า

ลาจากเฝิงชื่อ ซูชิงหว่านถือราชโองการ ให้ฉินซินประคองเดินกลับไปอย่างเนิบนาบ เมื่อผ่านเนินหินจำลองแห่งหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของซูซีเยว่

“นางเป็นบุตรสาวคนโตของสกุลซู มีดีไปเสียทุกอย่าง ก็เหนือกว่าข้าอยู่แล้วไม่ใช่หรือ บัดนี้ยังได้ฐานันดรศักดิ์อีก สามีของข้ายังต้องไปมอบบุตรให้นางอีก!”

“ข้าตายไปเสียยังจะดีกว่า จะได้สมใจพวกเจ้า!”

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com