กระนั้นหยุนชีก็สังเกตเห็นว่าเจ้านายของตนกำลังเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยจริง ๆ มิใช่ว่าแต่ก่อนจะไม่ดี เพียงแต่ก่อนหน้านี้ดูไม่ค่อยเหมือนคนเป็นเท่าใดนัก ทว่าตอนนี้กลับมีเลือดมีเนื้อ ดูเป็นมนุษย์ขึ้นมากแล้ว
ครั้นหันไปมองเจ้านายแห่งเรือนไห่ถังในยามนี้ แม้ยังมีชีวิตอยู่ แต่กลับให้ความรู้สึกว่าทุกวันช่างไร้ชีวิตชีวาเหลือเกิน
เขาอดทอดถอนใจมิได้ “มิน่าเล่าผู้คนจึงกล่าวว่า แต่งภรรยาต้องแต่งสตรีมีคุณธรรม มิฉะนั้นคงโชคร้ายไปชั่วชีวิต คำกล่าวนี้ไม่ผิดเลยจริง ๆ วันหน้าข้าก็อยากแต่งภรรยาดีมีคุณธรรมเช่นนี้บ้าง!”
แม้จะไม่รู้ว่าต้องรอถึงปีไหนเดือนใดจึงจะแต่งภรรยาได้ก็ตาม
ทางด้านกู้หยุนฉือ เมื่อกลับมาถึงเรือนหลิงหลง ประตูห้องนอนปิดอยู่ เขาไม่ได้ผลักเข้าไปทันที หากเคาะประตูก่อน
“ชิงหว่าน ข้ากลับมาแล้ว”
วันนี้กู้หยุนฉือตั้งใจไปพบองค์ชายเจ็ด จึงกลับมาค่อนข้างดึก เขาบอกซูชิงหว่านไว้แล้วว่า หากตนกลับมาช้า ให้นางกินมื้อเย็นก่อน นางกำลังพักฟื้นร่างกาย ห้ามปล่อยให้หิวเด็ดขาด
ซูชิงหว่านจึงตอบตกลงอย่างตรงไปตรงมา นางมิใช่สตรีประเภทที่ยอมปล่อยให้ตนเองหิว เพียงเพื่อรอสามีกลับมากินอาหารด้วยกัน
สามีของตนควรใส่ใจ แต่ตนเองก็ยิ่งต้องรู้จักทะนุถนอมตน
ทว่าเมื่อกู้หยุนฉือเคาะประตู ใบหน้าของซูชิงหว่านก็เผยความกระอักกระอ่วนขึ้นมาวูบหนึ่ง เพราะเวลานี้เสื้อผ้าของนางถูกถอดลงไปครึ่งหนึ่ง กำลังให้ฉินซินทายาบำรุงผิวชนิดนั้นบนหน้าท้องให้
แม้ทั้งสองจะมีบุตรด้วยกันแล้ว แต่ก็ยังมีความห่างเหินอยู่บ้าง อย่างไรเสียพวกเขาก็เพิ่งใกล้ชิดกันเพียงครั้งเดียว นางจึงแก้มร้อนเล็กน้อย ก่อนเอ่ยว่า “ท่านรอสักครู่ค่อยเข้ามาเถิด”
กู้หยุนฉือกล่าวว่า “ไม่รีบ ข้าจะแวะไปห้องหนังสือก่อน”
ตอนนี้ทั้งสองพักอยู่ในห้องเดียวกัน ซูชิงหว่านนอนบนเตียง ส่วนกู้หยุนฉือนอนบนที่นอนอุ่นซึ่งอยู่อีกฟากของฉากกั้น หลายวันมานี้ก็เป็นเช่นนี้ เพราะกู้หยุนฉือกังวลว่าซูชิงหว่านจะรู้สึกไม่สบายในยามค่ำคืนและต้องเรียกคน
ฉินซินเคยกระซิบถามฉีอี้เป็นการส่วนตัวอยู่บ่อย ๆ ว่าเหตุใดนายท่านจึงแย่งหน้าที่เฝ้ายามของพวกนางไปเสียได้...
