“แม่งเอ๊ย!”
ลู่ฉือได้ยินดังนั้นก็เดือดดาลขึ้นมาทันที เขาคว้าคอไป๋เยวียนไว้ พร้อมกับเสียงดังกร๊อบ ราวกับจะปลิดชีพอีกฝ่ายในพริบตา
“แค่ก ๆ...”
ใบหน้าของไป๋เยวียนซีดเผือด เขาเอ่ยว่า
“ให้ตายสิ ก็ฉันพูดคล้อยตามคำพูดแกไม่ใช่หรือไง...”
“...”
ลู่ฉือมีสีหน้าเย็นชา พยายามข่มความโกรธในใจ ก่อนหันไปมองหวางชิงกับหานอวี่ที่อยู่ไกลออกไป แล้วถามว่า
“รู้ไหมว่าทำไมสองคนนั้นถึงรอดชีวิต?”
“เพราะพวกเขาเป็นผู้สืบทอดของขุมกำลังใหญ่! ต่อให้เป็นพวกคนแก่ไม่กี่คนอย่างเรา ก็ฆ่าพวกเขาง่าย ๆ ไม่ได้หรอก อย่างไรเสียขุมกำลังที่อยู่เบื้องหลังย่อมไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไปแน่”
“ถ้าแกเป็นคนของขุมกำลังใหญ่ บางทีอาจรอดชีวิตเหมือนกัน”
ลู่ฉือถอนหายใจ แววตาฉายความรู้สึกบางอย่างออกมา
“เดี๋ยวนะ แกไม่ได้จะชวนฉันเข้าตระกูลลู่ตอนนี้หรอกใช่ไหม?”
สีหน้าของไป๋เยวียนเริ่มประหลาดขึ้นเรื่อย ๆ
เขาฆ่าคนรุ่นเยาว์ของตระกูลลู่ไปจนหมด ทั้งสองฝ่ายจึงมีแค้นเลือดต่อกันแล้ว
สถานการณ์แบบนี้ อีกฝ่ายยังคิดจะดึงเขาเข้าตระกูลลู่อีกหรือ?
ใจกว้างขนาดนี้ นับว่าผิดปกติเกินไปหน่อยแล้วกระมัง...
“?”
ลู่ฉือชะงักไปเล็กน้อย
สมองแกคิดอะไรถึงได้ประหลาดขนาดนี้?
ครู่หนึ่ง เขาก็พูดต่อว่า
“ฉันหมายความว่า ตอนนี้แกกำลังจะตายอยู่แล้ว แล้วจางชิงเต้าที่อยู่เบื้องหลังแกล่ะ?”
“แกทุ่มเททำงานให้กรมลี้ลับ แก้ไขเหตุการณ์ลี้ลับมานับไม่ถ้วน แล้วได้อะไรขึ้นมา? แกเป็นแค่หมากตัวหนึ่งของจางชิงเต้าเท่านั้น อยากทิ้งเมื่อไรก็ทำได้ทั้งนั้น”
