“แล้วจะทำอย่างไร? จะไม่ฆ่าไป๋เยวียนแล้วหรือ?!”
ลู่ฉือเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
“ไม่ใช่สิ แกเลิกพูดสักทีได้ไหม?!”
เจียงชิงหย่งไม่สบอารมณ์เจ้าคนบ้าคนนี้อย่างยิ่ง อดเยาะเย้ยไม่ได้ว่า
“ตอนนั้นถูกไป๋เยวียนบีบให้ปรากฏตัวก่อนกำหนด สุดท้ายก็ยังจัดการเขาไม่ได้อีก ไม่อย่างนั้นจะมีปัญหาวุ่นวายในตอนนี้ได้อย่างไร?!”
“แก?!”
ลู่ฉือได้ยินดังนั้น แววตาพลันฉายความดุร้ายขึ้นมาวูบหนึ่ง
“พอแล้ว”
ในตอนนั้นเอง ชายหนุ่มร่างซีดเผือดผู้หนึ่งก็เอ่ยขึ้น
เขาคือผู้ดูแลกิจการของตระกูลลู่ ลู่ชิงโจว!
“ลู่ฉือ ฟังก็พอ อย่าเข้าร่วมวงสนทนา”
ลู่ชิงโจวมีสีหน้าเรียบเฉย เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แม้ลู่ฉือจะยังโกรธจัด แต่ก็ฝืนข่มอารมณ์เอาไว้ ไม่พูดอะไรอีก
เมื่อเห็นดังนั้น ลู่ชิงโจวก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
มลทินทางจิตของอีกฝ่ายรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แถมยังล่วงเกินผู้คนไว้ไม่น้อย หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป หลังกรมลี้ลับกับตระกูลหวางถูกทำลาย คนต่อไปอาจเป็นตระกูลลู่ของพวกเขาก็ได้...
“ต่อไปอย่าให้เขาเข้าร่วมประชุมอีกดีกว่า”
ลู่ชิงโจวตัดสินใจในใจ ก่อนเอ่ยขึ้นว่า
“ไป๋เยวียนต้องฆ่า แต่ผู้ใช้ห้าอักขระลงมือไม่ได้ ส่งคนภูตวิญญาณสี่อักขระไปเถอะ!”
“คงทำได้แค่นั้นจริง ๆ”
เจียงหยวนพยักหน้าแล้วกล่าวว่า
“แต่จะส่งใครไปล่ะ? ตอนนั้นเจ้าหนูคนนั้นรับมือยากตั้งแต่ขั้นสามอักขระแล้ว ตอนนี้คงยิ่งจัดการยากกว่าเดิม!”
“ส่งไปคนเดียวก็เท่ากับไปมอบค่าประสบการณ์ให้เขาชัด ๆ!”
ลู่ชิงโจวกล่าวว่า
“อัจฉริยะด้านพลังลี้ลับเช่นนี้ ไม่มีทางจัดการได้ง่าย ๆ ต้องอาศัยกำลังที่เหนือกว่าอย่างเด็ดขาดบดขยี้เท่านั้น!”
“ถ้าอย่างนั้นท่านหมายความว่าอย่างไร?”
“ให้แต่ละฝ่ายส่งคนภูตวิญญาณสี่อักขระสี่คน และต้องมีฝีมือระดับกลางของขั้นสี่อักขระเป็นอย่างน้อย พวกที่เพิ่งเข้าสู่ขั้นสี่อักขระไม่ต้องไป!”
