เวลานี้ หวางชิงมองยาในมือไป๋เยวียนแล้วเข้าใจขึ้นมาทันที เขากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“เหล่าไป๋ การใช้ยาเพื่อฝืนเพิ่มพลังแบบนี้ยังไงก็เป็นวิชานอกรีต ตอนนี้นายอาจรู้สึกว่าพลังเพิ่มขึ้นเร็ว แต่ผลข้างเคียงจะปรากฏในภายหลังนะ ค่อย ๆ พัฒนาพร้อมพวกเราไม่ดีกว่าหรือ?”
“มีแต่ค่อย ๆ พัฒนาเท่านั้น ถึงจะวางรากฐานให้มั่นคง แล้ววันหน้าค่อยสร้างผลงานได้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม!”
“ไม่เห็นเป็นไรเลย ฉันกินยาแล้วไม่มีผลข้างเคียงสักนิด!”
“……”
สีหน้าหวางชิงชะงักไป เขากล่าวว่า
“แต่ยังไงนี่ก็ไม่ใช่วิถีที่ถูกต้อง ฉันยังสัมผัสได้เลยว่าบนเม็ดยาของนายมีไอแค้นของผีดุร้ายหลงเหลืออยู่!”
เขาไม่ได้พูดส่งเดช ตอนนี้เขาทะลวงขั้นสี่อักขระแล้ว ความสามารถในการรับรู้ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เมื่อมองเม็ดยาในมือไป๋เยวียน เขารู้สึกราวกับภายในนั้นมีผีดุร้ายตนหนึ่งกำลังคร่ำครวญอย่างสิ้นหวัง…
เห็นได้ชัดว่าเม็ดยานี้ไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เห็น…
ไป๋เยวียนเห็นท่าทางจริงจังของหวางชิงก็เลิกคิ้วถามว่า
“ถ้าให้กิน นายจะกินไหมล่ะ?”
“กินสิ!”
หวางชิงตอบโดยไม่ต้องคิด แต่พอพูดจบก็รู้ตัวว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล จึงกระแอมเบา ๆ แล้วกล่าวว่า
“จะกินหรือไม่กิน คงต้องรอให้ฉันคิดให้ดีก่อนค่อยว่ากัน…”
“……”
ไป๋เยวียนส่ายหน้าพลางยิ้ม แล้วกล่าวว่า
“น่าเสียดายที่ยานี่มีแค่ฉันคนเดียวที่ใช้ได้ ไม่อย่างนั้นคงพาพวกนายเหาะเหินไปด้วยกันได้แล้ว”
ตอนนี้พลังของหน้ากากผียังไม่เพียงพอ เม็ดยาที่ผลิตออกมาจึงใช้ได้แค่กับเขาเท่านั้น…
“เอาละ ไม่พูดไร้สาระกับพวกนายแล้ว รอฉันทะลวงขั้นก่อนค่อยว่ากัน”
