"นี่มัน..."
ชายหนุ่มยังอยากกล่าวสิ่งใด กลับถูกสตรีตวาดห้ามเสียก่อน
"นี่อะไรกันนี่ ถ้าไม่ใช่เพราะเด็กเวรนี่คิดสั้น มันจะเรื่องมากถึงเพียงนี้ได้อย่างไร นางจะแต่งหรือไม่แต่ง ไม่ใช่สิ่งนางจะตัดสินใจ ต่อให้พรุ่งนี้เป็นหรือตาย ก็ให้ตงจื่อส่งตัวนางไป"
เสียงแหลมปรี๊ดของสตรีนางนั้น ทำให้หลิงซีพลันนึกถึงมารดาตนเองอย่างไร้เหตุผล
"แม่ อีกอย่างยังไงเราก็รับเงินสกุลเยี่ยมาแล้วห้าตำลึง เด็กนี่ไม่ฟื้น เราจะทำตามอำเภอใจส่งนางไปไม่ได้นะขอรับ"
"ห้าตำลึงแล้วอย่างไร ข้าว่าต่อให้ขอสิบตำลึงก็ไม่นับว่าเกินไป เจ้าคิดว่าพวกเขามีน้ำใจให้สินสอดห้าตำลึงหรือ ยังไงก็หวังให้เด็กนี่ไปปรนนิบัติลูกชายคนโตที่นอนเป็นง่อยอยู่บนเตียงนั่นแหละ"
เสียงของหญิงชราลดต่ำลงกว่าเมื่อครู่ ทว่าหลิงซียังได้ยินชัดแจ๋วทุกถ้อยคำ
"หา แต่งกับคนขาเป๋? แม่ นี่มิใช่ผลักเด็กนี่เข้ากองไฟหรอกหรือขอรับ! ไม่ได้ แต่งไม่ได้"
"ไอ้ลูกทรพี เจ้าจะทำให้ข้าโมโหตายหรือไม่ คนทั่วไปที่ไหนจะมีสินสอดให้ห้าตำลึง มากที่สุดก็แค่สองตำลึง ให้ได้ห้าตำลึงก็ควรปิดปากยิ้มร่าแล้ว"
"แม่ บ้านเราไม่ได้ยากจนถึงขั้นขายลูกสาวนะขอรับ ข้าไปทำงานจรในเมืองได้ เงินที่หาได้จะให้แม่ทั้งหมด ขอแม่อย่าส่งเด็กนี่ไปแต่งกับสกุลเยี่ยเลย"
หญิงชราฟังจบ โมโหจนน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย
"ไสหัวไป ไป ไปตัดฟืนบนเขา อย่าให้ข้าเห็นหน้าอีก บ้านนี้ข้าต่างหากเป็นคนตัดสิน ข้าบอกให้แต่งก็ต้องแต่ง ผู้ใดกล้าขัดข้า ก็จงไสหัวออกจากบ้านนี้ไป"
"แม่!"
"รีบไสหัวไป อย่าได้ขวางหูขวางตาข้า"
ครั้นแล้วก็ได้ยินเสียงดังเคร้งคลัง ราวกับมีสิ่งใดถูกปาออกไป
ยังมีเสียงครางแผ่วเบาหลายครั้ง
หลิงซีรู้สึกอ่อนแรงยิ่งนัก นางฝืนยกมือขึ้น พลางใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดค่อย ๆ พยุงกายลุกนั่ง
จนกระทั่งลืมตาได้เล็กน้อย สิ่งที่เห็นคือเรือนอันค่อนข้างมืดสลัว กำแพงดินมีคราบรอยด่างพร้อย พื้นยังชื้นแฉะ
ไม่ไกลออกไปมีโต๊ะเตี้ยตัวหนึ่ง ด้านบนวางไหดินเผาและถ้วยสานไม้ไผ่สองใบ
บนกายเป็นอาภรณ์ผ้าป่านสีน้ำเงินเก่าจนซีดขาว
ใต้ร่างมีที่นอนและผ้าห่มเก่าปุปะเต็มไปด้วยรอยสาป ดูท่าจะผ่านการใช้งานมาหลายปี
เตียงไม้เก่าคร่ำครึส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดตามการเคลื่อนไหวของนาง
ผู้คนข้างนอกได้ยินความเคลื่อนไหวในเรือน กระแทกประตูเรือนเข้ามาอย่างแรง แสงตะวันนอกเรือนสาดส่องทะลักเข้ามา ส่องให้ของตกแต่งในเรือนสว่างชัด
หลิงซีมองสตรีตรงหน้าด้วยความตกตะลึง ร่างสูงไม่ถึงสองศอก หลังค้อม
นุ่งอาภรณ์ป่านสีน้ำตาล ผมใช้ผ้าสีน้ำเงินพันมวย
ใบหน้าเต็มไปด้วยท่วงท่าเจ้าเล่ห์คมคาย คล้ายคลึงกับมารดาผู้เลือดเย็นของนางยิ่งนัก
"เด็กเวรนี่ ชะตาช่างแข็งนัก ถึงขั้นฟื้นมาได้ เช่นนี้ก็ดี จะได้ไปส่งมอบให้สกุลเยี่ย"
คำแรกที่หญิงชรากล่าวเมื่อเข้าเรือน ทำให้หลิงซีรู้สึกรังเกียจนางยิ่งขึ้นอีกหลายส่วน
"มองอะไร ตื่นแล้วก็ลุกไปทำงาน กวาดลานบ้านให้สะอาด ทำอาหารกลางวันด้วย ข้าจะไปดูที่ไร่ว่าปู่เจ้าเสร็จหรือยัง"
"..."
หลิงซีเดิมมิได้อยากสนใจนาง ทว่าเห็นท่วงทีนางนั้นไม่ใช่เล่นตลกกับนาง
นางขยับปาก ครู่ใหญ่จึงเปล่งคำพูดได้
"ที่นี่ที่ใด ท่านเป็นใคร?"
หญิงชรามองหลิงซีประหนึ่งเห็นผี "เจ้ามิใช่โง่งมไปแล้วกระมัง?"
"เจ้าจำไม่ได้หรือว่าข้าเป็นใคร?"
สิ้นคำก็ก้าวยาวสามก้าวข้ามถึงข้างเตียง เอื้อมมือแตะหน้าผากหลิงซี
"นี่ก็ไม่มีไข้แล้วนะ หรือว่าจะกระแทกจนโง่ไปแล้ว?"
จากนั้นก็วิ่งปึงปังออกจากเรือน "รองรองเอ๋ย รองรอง?"
"มีอะไรเจ้าคะแม่?"
เสียงสตรีอ่อนเยาว์ดังมาจากอีกฟากของเรือน
"เจ้ารีบไปเชิญท่านลุงต้าอิ่วในหมู่บ้านมา"
"เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ ใครไม่สบายหรือ?"
"จะมีอะไร ก็เด็กเวรนั่นน่ะสิ นางฟื้นแล้ว แต่กลับจำข้าไม่ได้ เจ้ารีบไปให้ท่านลุงต้าอิ่วมาดู นางอาจจะกระแทกจนสมองเสีย"
"ได้เจ้าค่ะ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้"
"เร็วเข้า"
เสียงฝีเท้าวิ่งห่างออกไป หลิงซีเห็นหญิงชรากลับเข้ามาในเรือนอีกครั้ง
"เจ้ายังจำได้หรือไม่ว่าเจ้าชื่ออะไร?"
หลิงซีคิดในใจว่า นางคงจะยืมศพคืนวิญญาณแล้ว เหลวไหลสิ้นดี!
นางแสร้งทำท่าปวดศีรษะยิ่งนัก กลั้นน้ำตาคลอขอบตาแล้วส่ายหน้า
"เป็นใบ้จริงแล้วหรือ?"
หญิงชรามีสีหน้าเสียดายยิ่งนัก
ผ่านไปราวหนึ่งเค่อเศษ สตรีสาวผู้หนึ่งพาชายวัยสี่สิบเศษเข้าสู่เรือน
"แม่ ท่านลุงต้าอิ่วมาแล้ว"
ชายผู้นั้นแบกกระจาดสานใบหญ้า "นี่เกิดอันใดขึ้น?"
"ท่านลุงท่านเจ้าคะ ท่านมาดูเด็กนี่ที นางบอกว่าจำข้าไม่ได้ และยังจำไม่ได้ว่าตนชื่ออะไร"
"หา?"
ชายผู้นั้นมีสีหน้าแปลกใจยิ่งนัก วางกระจาดลงอย่างเร็วพลัน ก้าวยาวถึงข้างเตียง จับมือซ้ายของหลิงซีขึ้นสัมผัสชีพจร เริ่มจับชีพจร
"ร่างกายไม่มีเรื่องใหญ่แล้ว ค่อย ๆ บำรุงก็จะดีขึ้น ที่ศีรษะก็ไม่มีบาดแผลใดตกค้าง"
"แล้วเหตุใดนางจึงจำคนไม่ได้เล่า?" หญิงชรามีสีหน้ากังวลยิ่งนัก
"เกรงว่าจะถูกกระทบกระเทือน ลืมเรื่องราวไปชั่วขณะ วันหน้าอาจจะนึกขึ้นได้"
"เช่นนั้น...นี่..."
"ไม่จำเป็นต้องกินยา ตามร่างกายก็เป็นแค่แผลตื้น ๆ ใช้สุรายาทาก็พอ"
หญิงชรามีท่าทีแคลงใจ "แล้วถ้านางนึกไม่ได้เล่า?"
"นึกไม่ได้ก็แล้วไป คนไม่ได้โง่ เพียงแต่ลืมเรื่องบางอย่าง ไม่เป็นอันใดใหญ่โต"
"นี่ไม่เป็นอันใดใหญ่โตหรือ นี่กับคนโง่ต่างกันอยู่บ้าง อย่าให้ถึงคราวสกุลเยี่ยจะ..."
"หา?"
ชายผู้นั้นฟังไม่ชัดคำท้ายนาง เงยหน้าขึ้นมองหญิงชราอย่างงุนงง
"เปล่า เปล่าอันใด รองรองเอ๋ย เจ้าไปส่งท่านลุงต้าอิ่ว"
"เจ้าคะ"
ครั้นสองคนออกจากเรือนไปแล้ว หญิงชรายืนเหม่ออยู่ครู่หนึ่ง ประหนึ่งยอมรับความเป็นจริงได้แล้ว จึงหาม้ามานั่งตรงหน้าหลิงซี
"ข้าจะบอกเล่าสถานการณ์บ้านเราให้เจ้าฟัง เจ้าจงตั้งใจจำไว้นะ เจ้าชื่อหลินซี ข้าเป็นยายเจ้า ปู่เจ้าไปทำงานในไร่ คาดว่าอีกสักพักก็จะกลับมาแล้ว"
"บ้านเรามีกันสิบหกคน พ่อเจ้าเป็นพี่คนโต อายุสามสิบสี่ปีนี้ เจ้ามีพี่น้องร่วมสายเลือดสี่คน เจ้าเป็นคนที่สาม ยังมีน้องชายอีกคนหนึ่ง แม่เจ้าเสียเลือดมากเสียชีวิตตอนคลอดน้องชาย"
"ในบ้านยังมีอารอง สามาหล่า สี่หล่า บ้านอารองมีลูกชายสองคน บ้านสามาหล่ามีลูกชายหนึ่งคน ลูกสาวหนึ่งคน สี่หล่ายังไม่แต่ง..."
หลิงซีฟังหญิงชราตรงหน้าพูดพร่ำอยู่ครึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็กระจ่างถึงสถานะครอบครัวของร่างนี้
หญิงชราตรงหน้านี้คือฮูหยินของเจ้าของร่างเดิม เมื่อไม่กี่วันก่อนได้หาเรื่องแต่งงานให้แก่เจ้าของร่างเดิม
นางทราบเรื่องแล้ว ขัดขืนไม่เป็นผล จึงกระโดดแม่น้ำด้วยความโกรธ
หลังจากนางเสียชีวิต วิญญาณของหลิงซีจากโลกปัจจุบันก็มาสถิตในร่างนี้ด้วยเหตุอันใดมิทราบ
นี่ก็คือที่เรียกว่าทะลุมิติหรือ?
นางไม่มีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม บัดนี้เท่าที่ทราบ ร่างของเจ้าของร่างเดิมนี้ นอกจากจะขาดสารอาหารและโลหิตจางบ้างแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอื่นใด
หลิงซีซาบซึ้งเหลือคณา สวรรค์ทรงประทานชีวิตใหม่ให้นางอีกครั้ง
แม้ที่นี่จะเป็นสถานที่ไม่รู้ว่ายุคใดสมัยใด ทว่าอย่างน้อยก็มีเรือนร่างที่แข็งแรง
ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับนางเปลี่ยนด้วยความพยายามเอง
จากคำบอกเล่าของหญิงชรา เจ้าของร่างเดิมเป็นเด็กที่พ่อไม่เอ็นดู ไม่มีแม่ ทั้งยังไม่เป็นที่รักของครอบครัว
แถมยังถูกยายเจ้าเล่ห์ผู้นี้ขายให้ชายเป็นง่อยบนเตียงเป็นภรรยา
ทว่าทั้งหมดนี้เมื่อเทียบกับชาติก่อน ก็ล้วนไม่นับเป็นอันใดแล้ว