เสบียงสามชุดพุ่งฝ่าทรายแดงมา
จู้อันเหอยกมือสะบัด
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
เสบียงทั้งสามชุดตกลงในร่องบนเกราะหลังของสัตว์ดาวตัวนั้นที่แตกร้าวต่อเนื่องกัน ก่อนจะลอยตามซากสัตว์ไปข้างหน้า
พลังวิญญาณทั้งสามสายที่ถอนออกมากลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมทันที
แผ่นไม้สามแผ่นยังคงลอยต่อไป พลังงานสามก้อนยังคงถูกขนย้าย แม้แต่ซากสัตว์ดาวที่อยู่ด้านหลังก็ไม่สั่นไหวสักนิด
ในช่องสื่อสารเงียบไปครู่หนึ่ง
ซู่ฉือมองบันทึกที่เครื่องตรวจจับดาวส่งกลับมา ปลายนิ้วพลันหยุดชะงัก
เป็นครั้งแรกที่เขาตรวจทานข้อมูลชุดเดียวกันซ้ำถึงสามรอบ
เสียงปืนจากอีกด้านยังคงดังไม่หยุด
แต่น้ำเสียงของเขายังคงไร้อารมณ์แทบไม่ต่างจากเดิม
“...ได้ พาพวกเขาไปก่อน”
ฉือเหยี่ยเพิ่งยิงปืนเสร็จ ปากกระบอกปืนหยุดค้างกลางอากาศไปชั่วขณะ
เขาหันกลับมาทันที รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าหยุดค้างไปด้วย
“สามคนนั้นระดับสองเอส”
จู้อันเหอ: “ดูออกแล้ว”
ฉือเหยี่ยเหลือบมองเสบียงสามชุดที่ตกอยู่บนเกราะหลังของสัตว์ดาว ก่อนจะหันไปมองเธอ
“เส้นใยของเธอเชื่อมต่อกันชั่วคราวได้ด้วยหรือ?”
“ใช้ได้ก็พอแล้ว”
ฉือเหยี่ย: “...”
เขาอ้าปาก
แล้วก็หุบลง
ดีมาก
จู่ ๆ ก็ไม่รู้จะเริ่มด่าความเหลวไหลของโลกนี้จากตรงไหนดี
เฉินซั่วเย่หันกลับมามองเช่นกัน
คนที่ตามหลังมาไม่ได้มีแค่สามคน แต่เป็นแนวไล่ล่าของโรงเรียนสองแห่งทั้งแนว
และตอนนี้ ทุกคนในแนวไล่ล่านั้นต่างเริ่มปกป้องห่วงสื่อสารของตัวเองโดยไม่รู้ตัว
ถึงขั้นมีคนวิ่งไล่ไปพลาง ซ่อนข้อมือไว้ในอ้อมอกไปพลาง
เฉินซั่วเย่เงียบไปสองวินาที
แล้วก้มมองของตัวเองเช่นกัน
ฉือเหยี่ย: “มองอะไร?”
“เช็กดูหน่อย”
“เช็กอะไร?”
เฉินซั่วเย่เงยหน้าขึ้น
“ตอนนี้เธอนับเป็นพวกเดียวกันแล้วใช่ไหม”
ฉือเหยี่ย: “...”
“ตอนนี้ก็ใช่”
เฉินซั่วเย่: “งั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว”
ฉือเหยี่ย: “...”
เดี๋ยวก่อน
เมื่อกี้นายทำร้ายมิตรภาพในทีมไปไม่น้อยเลยนะ
แต่พอนึกถึงสามคนระดับสองเอสที่เพิ่งถูกแย่งของไปจนยืนงงเป็นไก่ตาแตก
