“เป็นอะไร?”
อวี๋หวานเดินมาหาหลี่อี้ เอียงคอมองเขาอย่างสงสัย
ผู้ชายคนนี้ค้างไปแล้วเหรอ? แม้แต่เสียงในใจก็เงียบหายไปเลย?
หลี่อี้ถึงได้สติกลับมา
“มะ... ไม่มีอะไร...”
“เราออกเดินทางกันเลยไหม?”
เขาลนลานเดินอ้อมไปอีกฝั่งเพื่อเปิดประตูรถให้เธอ ท่าทางรีบร้อนจนเกือบสะดุดขาตัวเองล้ม
อวี๋หวานคว้าแขนเขาไว้ทัน “ช้า ๆ หน่อยสิ”
แม้แต่น้ำเสียงก็ยังอ่อนโยนเหลือเกิน
หลี่อี้รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะหายใจไม่ออก
เมื่อกลับมานั่งที่เบาะคนขับและคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อยแล้ว เขาก็ท่องในใจซ้ำ ๆ ว่าต้องขับรถอย่างปลอดภัย ก่อนจะสตาร์ตรถ
ลมยามค่ำคืนในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิช่างอ่อนโยนเป็นพิเศษ
อวี๋หวานเอนพิงพนัก มองไฟถนนนอกหน้าต่างที่เคลื่อนผ่านไปทีละดวง ไม่มีใครรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่
หลี่อี้อดลอบมองเธอไม่ได้
แล้วจู่ ๆ สายตาของเขาก็ประสานเข้ากับอวี๋หวานที่หันกลับมาพอดี
ทั้งสองสบตากันหนึ่งวินาที
ใบหูของหลี่อี้แดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะลามลงไปจนถึงต้นคอ
“เอ่อ...” เขาเอ่ยเสียงแห้ง “คืนนี้คุณแต่งตัว... สวยดีนะ”
อวี๋หวานมองเขาแล้วกะพริบตาปริบ ๆ
“ขอบคุณ?”
หลี่อี้รู้สึกว่าใบหน้าตัวเองร้อนผ่าวยิ่งกว่าเดิม
อวี๋หวานเอนพิงพนัก มองทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่วูบผ่านนอกหน้าต่าง แล้วถามขึ้นมาอย่างกะทันหันว่า “เราจะไปผับไหนกัน?”
