เสียงด่าทอของจ้าวโหย่วไฉระเบิดขึ้นกลางห้องครัว น้ำลายแทบกระเด็นลงชามข้าว
เขาพุ่งเข้ามาไม่กี่ก้าว ยื่นมือจะแย่งชามข้าวกับตะเกียบจากมือหยางสุ่ยเซิง
“ไอ้โง่! ใครให้แกเข้ามา?”
“ไสหัวออกไป! ข้าวบ้านฉันมีไว้ให้แกกินหรือไง?”
หยางสุ่ยเซิงรีบแสร้งทำท่าโง่เขลาขึ้นมาทันที กอดชามแน่นแล้วถอยกรูด สีหน้าแสดงความร้อนรนปนเซ่อซ่า ปากก็พึมพำอู้อี้ว่า “เนื้อ... เนื้อของฉัน... อร่อย... ไม่ให้...”
พูดไปพลางยังจงใจซ่อนชามไว้ในอก
ดูอย่างไรก็เป็นแค่คนโง่ที่หวงอาหาร
“เคร้ง! เพล้ง!”
คนหนึ่งแย่ง อีกคนหลบ ระหว่างยื้อยุดกัน จ้าวโหย่วไฉฟาดฝ่ามือลงจนชามข้าวกระแทกพื้น
ชามกระเบื้องใบใหญ่เนื้อหยาบที่ใส่ข้าวกับหมูสามชั้นตุ๋นร่วงลงพื้น แตกเป็นหลายชิ้น ข้าวกับกับข้าวกระจายเกลื่อน ชิ้นเนื้อมันเยิ้มกลิ้งไปติดมุมห้อง เปื้อนฝุ่นเต็มไปหมด
“ตายแล้ว!” โจไฉ่เฟิ่งร้องเสียงหลง มองข้าวกับเนื้อที่อยู่บนพื้นอย่างเสียดาย
“เนื้อของฉัน! ข้าวของฉัน!” หยางสุ่ยเซิงร้อนใจจนย่อตัวจะเก็บ แต่โจไฉ่เฟิ่งคว้าแขนเขาไว้ทัน
“จ้าวโหย่วไฉ! แกเป็นบ้าอะไร!” โจไฉ่เฟิ่งโมโหขึ้นมาเหมือนกัน ตะคอกใส่จ้าวโหย่วไฉ “ก็แค่ข้าวชามเดียวไม่ใช่หรือไง?”
“เขาเป็นคนโง่ที่ไม่มีพ่อแม่ หิวจนแทบแย่อยู่แล้ว ให้เขากินอะไรสักหน่อยแล้วมันจะเป็นไรไป? แกต้องทำเกินไปขนาดนี้เลยหรือ?”
“เป็นไรไปงั้นเหรอ?” จ้าวโหย่วไฉถลึงตาสามเหลี่ยม ชี้ข้าวกับเนื้อที่พื้น ก่อนชี้ไปทางหยางสุ่ยเซิง “ข้าวบ้านตระกูลจ้าว ต่อให้เอาไปโรยพื้นให้หมากิน ก็ไม่มีวันให้ไอ้โง่นี่กิน!”
“มือก็มีเท้าก็มี ไม่รู้จักหาอะไรกินเองหรือไง? ต้องวิ่งมาขอข้าวบ้านคนอื่นด้วย?”
“ฉันบอกแกไปกี่ครั้งแล้วว่าอย่าให้ข้าวมันกิน อย่าให้มันกิน!”
“แต่แกนี่สิ ไม่ใช่แค่ให้กิน ยังพามันเข้าบ้านมาอีก แกคิดจะทำอะไร?”
ยิ่งพูดเขาก็ยิ่งโมโห รู้สึกว่าโจไฉ่เฟิ่งกำลังท้าทายอำนาจของเขาในฐานะหัวหน้าครอบครัว ที่ยิ่งน่าโมโหไปกว่านั้นคือทำเพื่อคนโง่คนหนึ่ง
