แม่นมฝานเห็นเผยจื่อมีท่าทีดื้อดึงไม่ฟังใคร ก็โกรธจนหน้าเขียวคล้ำ
“เจ้าเป็นคนพูดเอง ภายภาคหน้าอย่าได้เสียใจภายหลัง! หากเฮิงเก๋อต้องไปอยู่ในการดูแลของฮูหยินรอง ถึงเจ้าร้องไห้คุกเข่าอ้อนวอน ก็ไม่มีทางคืนให้เจ้าอีก”
แม่นมฝานมีสีหน้าอึมครึมแล้วจากไป
เหมยซินร้อนใจนัก “คุณหญิงน้อย แม่นมฝานต้องไปฟ้องฮูหยินรองแน่ พอถึงตอนนั้นท่านรองก็ต้องมาตำหนิอีก”
เผยจื่อกำลังมีไข้ ตรงหน้าเลือนรางพร่ามัว
นางเอ่ยเสียงเบา “อย่ากังวลไปเลย ข้า...” ก็อยากจะจากที่นี่ไปอยู่แล้ว
พูดไม่ทันจบก็สลบเหมือดไป
ครานี้นอนหลับลึกดิ่ง มารู้ตัวตื่นขึ้นมาก็พบว่ารอบด้านมืดมิด มีเพียงแสงเทียนอ่อน ๆ บนโต๊ะดวงหนึ่งส่องรัศมีสีเหลืองนวล
ได้นอนหลับไปครู่หนึ่ง ไข้ก็ทุเลาลงมาก ทั้งคนรู้สึกสดชื่นโปร่งเบา
เผยจื่อเรียกสาวใช้เข้ามาปรนนิบัติ
นางไม่ได้กินอะไรมาทั้งวัน เหมยซินจึงยกโจ๊กอุ่น ๆ ชามหนึ่งกับผักดองจานหนึ่งมาให้ เผยจื่อลิ้มรสคำหนึ่งแล้วรู้สึกว่าเป็นของอร่อยที่สุดในชีวิต ถึงกับอดใจมิได้หยิบกินต่ออีกหลายคำ
เหมยซินเห็นนางมีกำลังสดชื่นขึ้น จึงรีบให้คนยกยาที่ต้มเตรียมไว้มา
บ่าวไพร่ทั้งเรือนต่างขมักเขม้นกันใหญ่ ในที่สุดก็มีชีวิตชีวาอยู่บ้าง
แต่ไม่คาดคิดว่าคืนนี้เซี่ยกวนหนานจะอุ้มเฮิงเก๋อมา
เขาก้าวเข้าประตูมาก็ได้กลิ่นยาฉุนจัด เดิมทีคิดจะกลับ แต่พอนึกถึงคำร่ำไห้ฟ้องของมารดาวันนี้ก็อุ้มเฮิงเก๋อเดินตรงเข้ามา
เขาพอหย่อนกายนั่งลง ก็ยังอุ้มเฮิงเก๋อไว้ไม่ยอมปล่อย หลานซินกับแม่นมจะเข้ามารับตัวเด็ก เขาปรายตาอันเยียบเย็นมองปราดเดียว สาวใช้ทั้งสองก็ผวาจนตัวสั่น ก้มหน้างุด ๆ ถอยออกไปเงียบ ๆ
ก่อนออกไป หลานซินมองเผยจื่อด้วยแววกังวลระคนห่วงใย
บรรยากาศในเรือนพลันเงียบเชียบเย็นเยียบ เหมยซินที่ยืนปรนนิบัติอยู่ด้วยความหวาดหวั่น เหลือบมองสีหน้าเซี่ยกวนหนานแล้วใจเต้นโครมคราม—ท่านรองโกรธขึ้นมาจริง ๆ
การเผชิญหน้าอย่างเยียบเย็นไร้สุ้มเสียงเช่นนี้บั่นทอนจิตใจที่สุด เพราะเมื่อท่านรองตีสีหน้าเย็นชาแล้ว ไม่กี่วันก็ไม่ยอมพูดยอมจา
ในยามปกติ ไม่ต้องพูดถึงบ่าวอย่างนาง ต่อให้เผยจื่อ พอเห็นสีหน้าท่านรองเป็นเช่นนี้ก็ยังไม่ทันให้อีกฝ่ายเอ่ยปาก ก็ยอมรับผิดแต่แรกแล้ว
เซี่ยกวนหนานนั่งนิ่งเงียบอยู่บนเก้าอี้ไม้หลีฮัวริมหน้าต่าง
เห็นเผยจื่อพิงพนักนุ่ม ๆ บนเตียงครึ่งหนึ่ง บนหน้าผากคาดผ้าแพรสีน้ำเงินเข้มผืนหนึ่ง เกศาสีดำขลับเรียบสลวยยุ่งเหยิงปรกพาดแก้ม
ผิวดั่งหิมะขาว คิ้วเนตรดั่งแต้มแต้มวาด บวกกับท่วงท่าอิดโรยอ่อนระทวยแบบยามเป็นไข้ งดงามราวกับไซซือในห้วงโรครา
เซี่ยกวนหนานเหม่อลอย กว่าจะได้สติกลับมาก็ตระหนักว่าหลังจากย่างกรายเข้ามาในเรือนแล้ว เผยจื่อกลับไม่แม้แต่จะชายตามามองเขาเลยสักนิด
เขาเปิดปากเรียบเย็นว่า “เป็นเจ้าที่ไปพูดกับท่านแม่ ว่าจะไม่ดูแลอบรมเฮิงเก๋ออีกแล้ว?”
บรรยากาศในเรือนพลันเยือกเย็นลง ประหนึ่งย้อนคืนสู่ฤดูหนาวเดือนสิบสอง สาวใช้ทั้งหลายยืนก้มหน้าพนมมือตัวเกร็งจนแทบไม่กล้าหายใจ
เผยจื่อค่อย ๆ ดื่มยาแล้วบ้วนปาก หลังจัดการเสร็จนางก็ใช้ผ้าเช็ดริมฝีปากอย่างพินิจ แล้วจึงเงยหน้ามองสองพ่อลูกตรงหน้า
เฮิงเก๋อไม่มีชีวิตชีวาเหมือนเมื่อวาน ซึมเซาพิงอิงอยู่ในอ้อมอกเซี่ยกวนหนาน แก้มยังมีสีแดงผิดปกติ เมื่อวานวิ่งเล่นกระโดดโลดเต้น พอไปถึงเรือนฉินซื่อคงตามใจตะกละอีก จึงล้มป่วยลงอีกครา
เผยจื่อลดขนตาลง “ตามที่ท่านรองกล่าว เฮิงเก๋อได้คืนไปให้ท่านแม่ดูแลอบรมแล้ว”
เซี่ยกวนหนานขมวดคิ้วเล็กน้อย
“หรือเจ้ายังผูกใจเจ็บที่เมื่อวานท่านแม่ลงโทษให้คุกเข่าที่ศาลบรรพชน จึงจงใจเลือกยามนี้มาก่อกวนข้า?”
น้ำเสียงของเขายิ่งเย็นชืด แววตาดุดั่งมีรูปร่างกวาดผ่านหน้าเนตรของนาง
เผยจื่อลดขนตาลง เงี่ยหูฟังคำตำหนิของเซี่ยกวนหนาน
ถ้อยคำเหล่านี้เซี่ยกวนหนานเคยกล่าวมิใช่ครั้งแรก วันวานฟังแล้วรู้สึกแทงหู มาวันนี้จิตใจเปลี่ยนไปแล้วได้ยินอีกก็หลงเหลือเพียงความเหนื่อยล้าไร้สิ้นสุดกับความชินชา
ดูทีนางจะปล่อยวางได้แล้วจริง ๆ เมื่อปล่อยวางได้ก็เป็นอิสระ
เฮิงเก๋อพลันร้องไห้ขึ้นมา ยกสองมือนุ่ม ๆ ขาว ๆ ยื่นไปทางเผยจื่อ “ท่านแม่กอดที เฮิงเอ๋อร์อึดอัด ปวดท้อง...”
เผยจื่อมองเด็กน้อยแวบหนึ่ง แล้วค่อย ๆ เบือนหน้าไปอีกทาง
เฮิงเก๋อสัมผัสได้ถึงความเย็นชาของนาง ชะงักเล็กน้อยแล้วก็ร้องไห้โฮ “ท่านแม่ เฮิงเอ๋อร์ปวดท้องมาก กอดที ฮือ ๆ เฮิงเอ๋อร์ไม่วิ่งแล้ว เฮิงเอ๋อร์จะเชื่อฟัง ท่านแม่อย่าไม่สนใจเฮิงเอ๋อร์ ฮือ ๆ...”
เซี่ยกวนหนานฟังเสียงทารกน้อยในอกสะอื้นไห้น่าเวทนา ก็รู้สึกรำคาญใจปนเป๋ไปหมด
จู่ ๆ เขาก็หวนนึกถึงคำที่มารดาฉินซื่อพูดกับเขาขึ้นมาได้
“เสี่ยวเผยซื่อนั่นใจอ่อน นางบอกว่าไม่เลี้ยงเฮิงเก๋อก็แค่งอนเจ้าเล่น ๆ นางจะวางใจทิ้งเฮิงเก๋อได้อย่างไร?”
“ข้าสอนให้ เจ้าอุ้มเฮิงเก๋อไปตรงหน้านางร้องไห้โวยวายสักหน่อย แล้วขู่เสียว่า หากวันนี้นางไม่เลี้ยงเฮิงเก๋อ ต่อไปก็อย่าให้นางได้เจอเด็กอีก รับรองนางยอมทุกอย่าง”
แม้เซี่ยกวนหนานจะรู้สึกว่าวิธีนี้แฝงความโหดเหี้ยมอยู่บ้าง แต่หากไม่ใช้วิธีนี้ ทางที่จะให้เผยจื่อหายโกรธก็มีเพียงให้เขาก้มหน้ายอมรับผิดขอโทษเท่านั้น
เขาจะปล่อยให้ทิฐิลดลงไปทำเรื่องยอมรับผิดขอโทษกับสตรีโง่เขลาในเรือนหลังเช่นนี้ได้อย่างไร?
หากวันนี้ยอมรับผิดไป นางจะได้ใจแล้วในอนาคตปีนกระไดตามขึ้นมาก่อกวนคุมเขาไปทั่วจะทำอย่างไร?
เสียงร้องไห้ของเฮิงเก๋อยิ่งดังขึ้น ๆ ร้องจนหน้าแดงก่ำ ขณะที่เผยจื่อผู้เคยทะนุถนอมเขาดั่งอัญมณีเลอค่ากลับมีสีหน้าเรียบเฉยตลอด ไม่ยอมยื่นมือมากอดเขา
สีหน้าเซี่ยกวนหนานค่อย ๆ เคร่งคล้ำ
“เผยจื่อ! เจ้าใจร้ายถึงเพียงนี้จริงหรือ? เฮิงเก๋ออ้อนวอนเจ้าถึงเพียงนี้ เจ้ากลับไม่สะท้านสะเทือน”
เขาหยุดเล็กน้อย น้ำเสียงยิ่งเยือกเย็นชิงชัง
“หากรู้นานแล้วว่าเจ้าเป็นสตรีใจเหี้ยมเช่นนี้ ถึงพวกตระกูลเผยจะคุกเข่าอ้อนวอนข้า ข้าก็ไม่มีทางยอมให้เจ้าเข้าประตูมาเด็ดขาด”
เผยจื่อมองบุรุษผู้โกรธจัดตรงหน้าอย่างสงบงาม จิตใจไม่เคยสงบนิ่งเท่าบัดนี้
นางเอ่ยปากด้วยเสียงเบา “ในเมื่อท่านรองเห็นข้าเช่นนี้ อีกทั้งเห็นว่าข้าไม่คู่ควรกับเกียรติวงศ์แห่งจวนเซี่ยมาตั้งแต่ต้น เหตุไฉนครานั้นจึงพากเพียรเกลี้ยกล่อมให้ข้ายอมแต่งเข้าจวนพร้อมกับท่านแม่ของข้าเล่า”
เซี่ยกวนหนานตกตะลึงวูบ ก่อนสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย น้ำเสียงเยือกเย็นขึ้น “เจ้านี่หมายความว่าใด?”
“ข้าเสียใจแล้ว” เผยจื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้กระเพื่อม “ท่านรอง ดูแก่การที่สามปีมานี้ข้าไม่มีความดีความชอบก็มีแต่ความเหนื่อยยาก เถิดขอหย่าขาดกัน”
ทั่วเรือนเงียบสนิทราวกับเข็มหล่นก็ยังได้ยิน
เฮิงเก๋อกลับคล้ายฟังเข้าใจ เงียบเสียงร้องไห้ ดวงตาเบิกโตที่ยังมีน้ำตาคลอจ้องเผยจื่ออยู่อย่างงุนงง เด็กน้อยแม้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็สัมผัสได้จากสีหน้าผู้ใหญ่ว่ามีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแล้ว
ไม่เพียงเป็นเรื่องใหญ่ ยังเป็นเรื่องใหญ่ที่เลวร้ายมากอีกด้วย
“โครม” หนึ่งเสียง เซี่ยกวนหนานลุกพรวดจนเตะม้านั่งรองเท้าล้มคว่ำ
เขาจ้องเขม็งไปยังร่างเผยจื่อที่มีสีหน้าเต็มไปด้วยรอยโรคอยู่บนเตียงนอน
“เจ้าเสียจริตไปแล้วหรือ?!”
น้ำเสียงนั้นเยือกเย็นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน พร้อมกับความลนลานเล็กน้อยที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่ทันสังเกต
เผยจื่อไม่ส่งเสียงอันใด
เซี่ยกวนหนานเห็นสีหน้านางสงบผิดปกติ ก็ผ่อนลมหายใจ “เจ้าจะทำอะไรกันแน่?”
เผยจื่อถอนหายใจแผ่วเบา ดวงตาชัดกระจ่างดำขลับจับจ้องเขา กล่าวอย่างช้า ๆ และชัดถ้อยชัดคำ
“หม่อมฉันขอลาออกจากเรือนด้วยตนเอง ขอท่านรองทรงเมตตาประทานหนังสือหย่าขาดให้สักฉบับเถิด”
ครานี้ อย่างน้อยก็คงฟังเข้าใจถนัดชัดเจนแล้วกระมัง
ใบหน้าคมคายของเซี่ยกวนหนานแปรเปลี่ยนไปมา ทั้งคล้ายได้ยินเรื่องตลกขบขันและดูเหมือนได้ยินสิ่งที่เหลือเชื่อ
แววตากวาดผ่านถ้วยยาตรงหน้านาง แล้วกวาดไปยังจานชามข้าวโจ๊กกับผักดองที่เพิ่งนางเพิ่งกินเสร็จยังไม่ทันเก็บไป
เขาถอนหายใจยาว เอ่ยอย่างราบเรียบ “ที่แท้เจ้าก็ล้มป่วย ก็เลยเริ่มพูดเพ้อเจ้อไปแล้ว”
สีหน้าเขาผ่อนคลายลง “ในเมื่อเจ้าป่วย ก็จงพักผ่อนเสียให้ดี อย่าได้ฟุ้งซ่านคิดมาก ข้าแต่เดิมไม่ใช่จะตำหนิเจ้า เพียงแต่วันนี้เจ้าจู่ ๆ ไปบอกกับท่านแม่ว่าจะไม่เลี้ยงเฮิงเอ๋อร์ เฮิงเอ๋อร์ก็ปวดท้อง เหลวไหล...”
เขาพูดไปพักหนึ่ง ก็สังเกตเห็นว่าใบหน้านวลกระจ่างของเผยจื่อไร้ซึ่งแววอ่อนโยนอบอุ่น
ใจพลันเต้นโครมคราม ความรู้สึกประหลาดใจผุดขึ้นราวกับเถาวัลย์เลื้อยพัน
ในอกระส่ำหน่วงคล้ายมีอะไรอุดตัน รู้สึกไม่ชัดเจนว่าเป็นสิ่งใด
วันก่อนหน้านี้ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยงอนง้อเช่นนี้ โดยปกติแล้วจะเป็นมารดาของเขาที่มาร้องไห้ฟ้องต่อหน้าเขาสักสองสามคำ พอตกกลางคืนเขาก็จะโมโหฮึดฮัดมาดุด่านาง
ทุกครั้งที่เขาดุด่าว่ารุนแรงจนนางเสียใจร่ำไห้ เขาก็จะพูดปลอบโยนให้อารมณ์ดีขึ้นสักสองสามคำ นางก็จะเก็บน้ำตา เขินอายแต่แฝงความยินดีคืนดีกับเขา จากนั้นในวันต่อ ๆ มา นางจะยิ่งปรนนิบัติดูแลเขาอย่างเอาใจใส่ละเอียดลออมากขึ้น
แต่วันนี้ดูไม่เหมือนเดิม เหตุใดนางจึงใช้แววตาเช่นนี้มองเขา?
เหตุใดนางได้ฟังคำอธิบายของเขาแล้ว กลับไม่ร้องไห้เล่าความคับข้องใจของนาง?
ผิดพลาดตรงไหนกัน?
เผยจื่อเอ่ยราบเรียบ “ท่านรอง ข้าพูดจากใจจริงทั้งสิ้น”
เซี่ยกวนหนานสงบใจลง สีเนตรเยียบเย็นดั่งน้ำค้างแข็ง ร่างกายระบายไอเย็นเยือกที่คล้ายจะแผ่ซ่านไปทั่วทั้งเรือน
ในที่สุด เขาหัวเราะเย็นเยียบหนึ่งครั้ง แล้วไม่หันหลังกลับสาวเท้าก้าวยาว ๆ จากไป