เมื่อเผยจื่อถูกเฮิงเก๋อเอาศีรษะกระแทกตกลงไปในสระบัวกลางสวนดอกไม้ นางก็รู้แก่ใจดีว่าชีวิตคู่สามปีอันเย็นชากับเซี่ยกวนหนานคงมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว
ขณะที่ตัวเปียกโชกถูกเหมยซินช่วยขึ้นจากน้ำด้วยความยากลำบาก เซี่ยกวนหนานยืนอยู่ริมสระบัว โอบอุ้มเฮิงเก๋อพลางขมวดคิ้วมองนางที่น่าสมเพชถึงขีดสุด
แววตาเย็นชา รังเกียจ มองนางราวกับศัตรูคู่อาฆาต
“เผยจื่อ ปีนั้นพี่สาวเจ้าล้มป่วยหนักจากไป ข้าแต่งเจ้าเข้ามา ประการแรกเพื่อรักษาคุณธรรมและไมตรีระหว่างตระกูลเผยกับตระกูลเซี่ย ประการที่สองเพื่อให้เจ้าทำตามปณิธานที่พี่สาวทิ้งไว้ ดูแลเฮิงเก๋ออย่างดี ไม่คิดเลยว่าสามปีแล้ว เสื้อผ้างดงามอาหารเลิศรสก็เลี้ยงเจ้าไม่เชื่อง ดุร้ายดั่งหมาป่าขาว วันนี้กลับมีจิตใจชั่วร้ายคิดจะฆ่าเฮิงเก๋อ เจ้ามีหน้าไปพบพี่สาวที่ล่วงลับของเจ้าได้อย่างไร?”
“เจ้าทำให้ข้าผิดหวังนัก!”
คำดุด่าโดยไม่ถามเหตุผลพรั่งพรูเข้าใส่ เผยจื่อตัวเปียกโชกยืนอย่างน่าอนาถอยู่ด้านข้าง ส่งยิ้มเยือกเย็นที่มุมปากอย่างชาชิน ใจเย็นเยียบ
คำพูดเช่นนี้ในสามปีนางได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วน
หากเป็นเมื่อก่อนนางจะต้องถามด้วยความน้อยใจอย่างแน่นอนว่า เหตุใดจึงไม่เชื่อนาง?
แต่เพียงนางถามไป ก็จะพบกับแววตาที่เย็นชารังเกียจมากขึ้นของเซี่ยกวนหนาน แววตานั้นทิ่มแทงความรักและความอ่อนโยนที่นางมีต่อเขา ดังคมมีดที่กรีดเฉือนเนื้อหนังทีละน้อย
ทุกครั้งล้วนทำร้ายนางจนบอบช้ำไปทั้งตัว ทุกข์ทรมานยากทน
เนิ่นนานเข้า นางเรียนรู้ที่จะไม่แก้ต่างให้ตัวเองและไม่รับคำพูดของเขา จะอย่างไรก็ยอมรับผิดเสียหมดก็แล้วกัน เพียงยอมรับผิด โดยมากแล้วการลงโทษก็คงจะเบาลงกระมัง
เพียงแต่วันนี้ดูเหมือนจะไม่เหมือนวันก่อนเสียแล้ว
ในใจพลันเกิดความเหนื่อยหน่ายล้ำลึก ราวกับแบบของหนักเดินอย่างระมัดระวังมานานแสนนาน พลันก็วางลงเสีย สิ่งที่เคยเห็นว่าสำคัญหนักหนา บัดนี้กลับดูไร้ความหมาย
เผยจื่อลดสายตาลง: “ท่านรองสอนถูกแล้ว”
เซี่ยกวนหนานถึงกับชะงัก คมวาจาดุดันมากมายพลันติดค้างในลำคอ
เขาเห็นเผยจื่อห่อตัวในผ้าคลุม ผมเปียกยุ่งเหยิงปกคลุมใบหน้าเล็กกว่าครึ่ง หยาดน้ำไหลย้อยลงมาตามซอกคอขาวผ่อง ไหลลงในร่องอก งามสะดุดตาจนดูน่าเวทนายิ่ง
ถึงตอนนี้จึงนึกขึ้นได้ว่านางเป็นผู้ตกน้ำ ไม่ใช่เฮิงเก๋อ
เขาขมวดคิ้ว: “เจ้าไม่มีอะไรจะพูดกับข้าหรือ?”
เผยจื่อมองเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง หลุบตาลง: “เฮิงเก๋อตกใจ ท่านสามีโปรดอุ้มเขากลับไปก่อน ให้ข้ากลับห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วค่อยว่ากัน หลังจากนั้นจะลงโทษอย่างไรก็ตามเถิด ข้าไม่มีข้อขัดเคือง”
เซี่ยกวนหนานฟังแล้วคิ้วก็ขมวดลึกขึ้นอีก
นี่หาเรื่องขัดใจเขาหรือ?
คิดถึงตรงนี้ ใจเขายิ่งรังเกียจสตรีตรงหน้า
เฮิงเก๋อในอ้อมแขนพลันร้องกวน: “ท่านพ่อ ลงโทษนาง ตีนาง!”
เซี่ยกวนหนานตอบเสียงอ่อนโยน: “ได้”
เฮิงเก๋อเริ่มรู้ความแล้ง ฟังคำพ่อแล้วใบหน้าก็แวบวาบด้วยความรู้สึกผิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่พอคิดอะไรได้ก็ย่ามใจขึ้นอีก ส่งสายตาท้าทายให้เผยจื่อแวบหนึ่ง
“อิสตรีชั่ว! ข้าให้ท่านพ่อลงโทษเจ้า”
เผยจื่อมองผ่านปอยผมเปียกยุ่งเหยิง เห็นเฮิงเก๋อพิงบ่าเซี่ยกวนหนานส่งยิ้มให้นาง
บนใบหน้าเล็กขาวเนียนนั้น รอยยิ้มสมใจของเด็กน้อย ภายใต้แสงอาทิตย์เดือนสาม กลับเผยความชั่วร้ายอย่างหนึ่ง
เผยจื่อเจ็บปวดในใจ หลุบสายตาลง
เมื่อเทียบกับความไร้เยื่อใยของเซี่ยกวนหนานแล้ว สิ่งที่ทำให้นางใจชืดอย่างแท้จริงคือเฮิงเก๋อ
เฮิงเก๋อแม้จะไม่ใช่บุตรที่นางให้กำเนิด แต่เป็นเด็กที่นางเลี้ยงดูตั้งแต่อายุสามขวบจนบัดนี้หกขวบ
เด็กน้อยเพราะสูญเสียมารดาผู้ให้กำเนิดกะทันหันจึงร้องไห้งอแงทั้งวัน ทั้งผอมทั้งเล็กดูน่าเวทนาดั่งลูกแมวตัวหนึ่ง เป็นนางเองที่มิได้ถอดเสื้อผ้าอาบน้ำจนดูแลเขาหายดี แล้วยังประคบประหงมอยู่นาน
แต่เฮิงเก๋อยิ่งโตก็ยิ่งห่างเหินจากนาง ตอนแรกก็เพียงไม่ยอมใกล้ชิดนาง ภายหลังบางครั้งต่อหน้ามารดาสามีกับสามีก็จงใจโกหกใส่ร้ายนาง
เด็กเล็กโกหกยังพออ้างได้ว่ามีคนยุยง แต่วันนี้กลับเกิดจิตคิดจะทำร้ายนางเสียแล้ว
เช่นวันนี้ทำผิดแล้ววิ่งหนี พอนางไล่ทัน กลับถือโอกาสไม่ทันระวังชนนางตกลงไปในสระบัว
การชนครั้งนี้ ทำให้ความหวังและความอาลัยอาวรณ์สุดท้ายในใจนางพังทลายลงหมดสิ้น
เซี่ยกวนหนานได้ยินเฮิงเก๋อร้องกวน ใบหน้ายิ่งเย็นชา ไม่สนว่านางบาดเจ็บหรือสำลักน้ำหรือไม่ อุ้มเฮิงเก๋อสะบัดชายเสื้อเดินจากไปอย่างเยือกเย็น
เผยจื่อมองตามเงาร่างของสองพ่อลูกที่จากไปอย่างใจลอย
หยาดน้ำหยดหนึ่งค่อย ๆ กลิ้งลงมาบนแก้ม ไม่รู้ว่าเป็นน้ำหรือน้ำตา
เหมยซินไม่ทันเห็นสีหน้าของนาง พลางช่วยเผยจื่อกระชับผ้าคลุมที่ห่อหุ้มร่างให้แน่นขึ้น
เอ่ยว่า: “เหตุใดคุณหนูไม่ยอมอธิบายแก่ท่านรอง? คือเฮิงเก๋อแอบหยิบของที่ไม่สมควรหยิบ คุณหนูไปไล่ตามเขา เขาจึงชนคุณหนูตกลงไปในสระ”
เผยจื่อส่ายศีรษะ: “ไม่ต้องหรอก เขาไม่เชื่อหรอก”
ไม่เพียงแต่เซี่ยกวนหนานจะไม่เชื่อ หากพูดออกไปทั้งจวนก็ไม่มีใครเชื่อ
ใครจะเชื่อนางเล่า?
มารดาเลี้ยง ในสายตาชาวโลกแล้ว ล้วนชั่วร้าย
……
ณ ตำหนักเหนือประธาน เซี่ยกวนหนานนั่งต่อหน้ามารดา คิ้วขมวดเล็กน้อย
ฉินซื่อ ฮูหยินรองแห่งสกุลเซี่ย มือหนึ่งโอบกอดเฮิงเก๋อ อีกมือกำแผ่นพุทธรูปสีเหลืองเก่า สีหน้าขรึมนัก
“เจ้าว่า เฮิงเก๋อหยิบแผ่นพุทธรูปนี้ออกมาเล่นซน ถูกเสี่ยวเผยซื่อไล่ตาม แล้วเฮิงเก๋อจึงชนนางตกลงไปในสระบัว”
เพื่อแยกแยะสองพี่น้องสกุลเผย จวนเซี่ยต่างเรียกเผยจื่อว่าเสี่ยวเผยซื่อ
ใบหน้าหล่อเหลาคมคายของเซี่ยกวนหนานปรากฏรอยร้าวเล็กน้อย
เขาหลุบตาลง กล่าวเรียบ ๆ: “ใช่”
ระหว่างทางที่มา เขาเห็นแผ่นพุทธรูปในมือเฮิงเก๋อก็รู้แล้วว่าเข้าใจเผยจื่อผิด แต่คำดุด่าเหี้ยมโหดล้วนกล่าวไปหมดแล้ว จะให้กลับไปกล่าวคำขอโทษในตอนนี้ก็ไม่ดีนัก
เซี่ยกวนหนานนึกถึงแววตาที่เผยจื่อมองเขา ณ ริมสระ คิ้วก็ขมวดแน่นขึ้นอีกหลายส่วน
ปกติเขาก็มักจะตำหนินางเช่นนี้ แต่วันนี้ดูแปลกไป
ปกติผู้เคร่งครัดรักษาเกียรติยศเช่นนางตกอยู่ในสภาพน่าอนาถถึงเพียงนี้ ตามหลักแล้วควรจะเถียงกับเขาสักสองสามประโยค แต่วันนี้เพียงมองเขาอย่างเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ไม่เอ่ยวาจาอีก
ความเงียบงันนี้ทำให้เขาฉุกคิดหาเหตุผล
ฮูหยินรองฉินซื่อขมวดคิ้วถาม: “แล้วจะทำอย่างไร? ถ้าไม่ลงโทษ นางก็จะรู้ว่าท่านเข้าใจนางผิด ถึงเวลานั้นนางจับได้ว่าเป็นความผิดของท่านแล้วเอามาโวยวาย ท่านก็ไม่มีหน้า เฮิงเก๋อก็จะเสียชื่อด้วย”
ความกังวลของฉินซื่ออยู่ที่เฮิงเก๋อ
สกุลเซี่ยผู้คนไม่รุ่งเรือง ท่านผู้ชายสาขาใหญ่ดวงชะตาผู้เดียวดาย ทุกครั้งที่หมั้นหมายสตรีหมายเลขหนึ่งก็จะตายเสียก่อน เมื่อหลายปีก่อนกว่าจะอุตส่าห์แต่งเข้าคนหนึ่ง ในคืนวิวาห์เจ้าสาวก็เสียชีวิตกะทันหัน เขาจึงกลายเป็นพ่อม่าย
จนถึงบัดนี้อายุยี่สิบหกแล้วก็ยังอยู่เพียงลำพัง ได้ยินว่าจะไม่แต่งอีกแล้ว
ตามหลักแล้วทรัพย์สมบัติมหาศาลของสกุลเซี่ยควรเป็นของผู้สืบทอดสาขาใหญ่ แต่ผู้สืบทอดสาขาใหญ่ท่าทีเช่นนี้เรื่องคู่ครองยังไม่ลงตัว บุตรหลานยิ่งว่ายาก ดังนั้นผู้สืบทอดสาขารองจึงสำคัญขึ้นมา
นอกจากนี้ท่านผู้นั้นตลอดหลายปีที่ผ่านมาเดินทางทั่วทุกสารทิศทำราชการให้ฮ่องเต้ แม้ภายนอกดูหรูหรา มีอำนาจอยู่ในมือ แต่ได้ยินว่าผูกศัตรูไว้มากมาย มิอาจประกันได้ว่าวันไหนจะถูกศัตรูทางการเมืองสังหารเสีย…
ในเมื่อเป็นพ่อม่าย หากบังเอิญสิ้นไร้ผู้สืบทอด โอกาสก็จะมาถึงมิใช่หรือ?
ในใจฉินซื่อคิดคำนวณ รอให้ถึงเวลา ก็จะยกเฮิงเก๋อให้เป็นบุตรบุญธรรมในนามของผู้สืบทอดสาขาใหญ่นั้น
ถึงตอนนั้นบุตรชายสายตรงของสาขาใหญ่ก็คือเฮิงเก๋อ
ฮูหยินรองฉินซื่อกล่าวกับเซี่ยกวนหนานด้วยสีหน้าจริงจัง: “เพื่อเฮิงเก๋อ จำต้องลงโทษนาง ข้อหนึ่งเฮิงเก๋อยังเล็ก จะมีความผิดอันใดก็เป็นเพราะนางสั่งสอนไม่ดี ข้อสองเรื่องของเฮิงเก๋อจะแพร่งพรายออกไปไม่ได้”
เซี่ยกวนหนานค่อย ๆ พยักหน้า ใบหน้าหล่อเหลากลับคืนสู่ความเยือกเย็น:
“ท่านแม่กล่าวถูกต้อง การลงโทษ ก็เพื่อให้นางรู้ว่าควรจะต้องใส่ใจดูแลเฮิงเก๋อให้มากขึ้นอีก จะได้กำเริบเพราะคุณความชอบเล็กน้อยที่เลี้ยงดูเฮิงเก๋อมาแต่เล็กไม่ได้”
ส่วนความน้อยใจของเผยจื่อนั้น สองแม่ลูกในใจคิดเหมือนกัน:
การแต่งเข้ามาในจวนเซี่ยสำหรับเผยจื่อก็นับว่าเป็นเกียรติอันสูงสุดแล้ว จะมีอันใดไม่พอใจอีก?
ส่วนนางอายุยังน้อย พอเข้ามาก็ได้บุตรชายมาคนหนึ่งฟรี ๆ จะน้อยเนื้อต่ำใจไปหน่อยจะเป็นอะไรไป?