บอกว่าให้ตักตามสบาย
สุดท้ายเจียงชิวเหย่อก็ยกจานอาหารที่เต็มไปด้วยเนื้อล้วน ๆ กลับมา แทบจะล้นทะลักออกมา
เขาวางจานลงตรงหน้าฉินชิงหลี ส่วนในจานของตัวเองกลับมีกับข้าวที่เป็นเนื้อสัตว์อยู่ไม่กี่อย่าง
เจียงชิวเหย่อเลิกคิ้วขึ้นอย่างกวน ๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเกียจคร้านว่า "กินสิ"
ฉินชิงหลีมองอาหารตรงหน้าที่เรียกว่า 'อุดมสมบูรณ์' ได้เลย แค่จะคีบผักสักสองสามอย่างก็ยากแล้ว เมื่อเทียบกับในจานของเจียงชิวเหย่อ ก็ชะงักไปเล็กน้อย
เธอเงยหน้ามองชายหนุ่มท่าทางหยาบกระด้างที่นั่งอยู่ตรงข้ามด้วยความเหลือเชื่อเล็กน้อย ดวงตารูปดอกท้อที่งดงามเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากขยับเล็กน้อยราวกับอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็หยุดไว้
เจียงชิวเหย่อหยิบตะเกียบขึ้นมา คีบผัดกะหล่ำปลีชิ้นใหญ่ เตรียมจะส่งเข้าปาก ก็สัมผัสได้ถึงสายตาที่คลุมเครือของฉินชิงหลี เขาเลิกคิ้วมองเธอ กระตุกยิ้มมุมปาก หัวเราะเยาะ
"อะไรอีกเล่า คุณหนูใหญ่ของผม?"
"อาหารไม่ถูกปากหรือ? คงไม่ใช่ไม่ชอบกินเนื้อหรอกนะ? ช่างเลือกจริง ๆ?"
คำพูดนี้ส่วนใหญ่เป็นการล้อเลียนเสียดสี ไม่ใช่ความมุ่งร้าย และยิ่งไม่ใช่ความรังเกียจ
ทว่าหน้าตาของเจียงชิวเหย่อนั้นออกไปทางดุดันน่ากลัว ถ้าไม่สวมชุดทหารสีเขียวนี้ ยืนอยู่ข้างถนนก็ไม่ต่างอะไรกับโจรร้ายที่คอยปล้นจี้ข้างทางเลย
นั่นทำให้คนเข้าใจเขาผิดได้ง่าย
เช่นมู่เอี๋ยนหราน
เธอมองดูเนื้อสัตว์ในจานของฉินชิงหลีที่กองสูงจนแทบจะเป็นภูเขาเล็ก ๆ ด้วยความอิจฉาตาร้อน
สมัยนี้ทุกคนล้วนขัดสนเงินทอง คนส่วนใหญ่ล้วนรัดเข็มขัดใช้ชีวิต แม้แต่ทหารที่กินจุก็ยังไม่ค่อยยอมกินเนื้อ
เจียงชิวเหย่อนี่ดีจริง เพิ่งเจอฉินชิงหลีไม่กี่ครั้ง พอรู้จักกันก็ทำตัวใจป้ำกับเธอใหญ่โตแบบนี้
มู่เอี๋ยนหรานอดไม่ได้ที่จะนึกถึงชาติที่แล้วที่ผู้ชายคนนี้ทำท่าดุดันเย็นชาห่างเหินใส่ตน อย่าว่าแต่ตักข้าวตุนเนื้อให้ด้วยความเอาใจใส่เลย แค่พูดกับเธอพร้อมรอยยิ้มยังน้อยครั้ง
ส่วนใหญ่เจียงชิวเหย่อจะทำเฉยเมยไม่ใส่ใจเธอ ใบหน้าดุดันหล่อเหลาคมคายยังมีความรังเกียจอย่างชัดเจนไม่ปิดบัง
มู่เอี๋ยนหรานก้มลงมองจานอาหารของตัวเองอีกครั้ง
เพื่อแสดงภาพของหญิงดีมีศีลธรรมต่อหน้าเจียงไป่โจว เธอจงใจไม่กล้าตักเนื้อมากนัก แม้แต่กับข้าวก็ยังมีเพียงเล็กน้อย รวมแล้วไม่กี่คำ กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มท้อง
ทันใดนั้นมู่เอี๋ยนหรานก็เกิดความไม่สมดุลในใจขึ้นมา
เธอมองจานอาหารของฉินชิงหลีที่เต็มไปด้วยเนื้อสัตว์ แล้วมองใบหน้างดงามอ่อนโยนแต่เย็นชาของหญิงสาว ในใจก็เปรี้ยวปร่า แต่บนใบหน้ากลับมีรอยยิ้มหวาน
มู่เอี๋ยนหรานทำสีหน้าขออภัย พูดเหมือนเกรงใจ
"พี่เจียงรอง อย่าเก็บมาใส่ใจนะคะ น้องสาวดิฉันก็เป็นแบบนี้แหละ ที่บ้านคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงจนเหลิง ช่างเลือกกินเสียจริง"
"ที่บ้านเธอก็เลือกกิน ทุกครั้งลุงกับป้าเสร็จจากทำกับข้าวต้องคอยวิ่งตามป้อนถึงยอมกิน ลำบากมากเลยค่ะ เธอไม่ได้เจาะจงรังเกียจคุณนะ"
คำพูดนี้น่าสนใจดี
ฟังเผิน ๆ เหมือนกำลังช่วยอธิบายแทนฉินชิงหลี แต่ความจริงคือแอบสร้างภาพ 'คุณหนูเจ้ายศเจ้าอย่างที่เอาอกเอาใจยาก' หากคนไม่รู้เรื่องคงนึกว่าเธอเป็นคุณหนูใหญ่ชนชั้นนายทุนอารมณ์ร้ายอะไรเสียอีก
สมัยนี้เอาหมวกชนชั้นนายทุนใหญ่ไปสวมใส่คนอื่น จะมีจิตใจดีอะไรได้?
ฉินชิงหลีนับว่าได้เห็นความสามารถของพี่สาวบุญธรรมคนนี้ใหม่
เธอเงยหน้ามองมู่เอี๋ยนหรานที่ยิ้มหวานไม่แสดงพิษสงอย่างใช้ความคิด ยังคิดว่าเดิมที่พี่สาวบุญธรรมที่ว่านี้แค่ชอบเล่นลับหลังทำเรื่องชวนขัดใจ แต่ดูตอนนี้...
เจียงชิวเหย่อก็เงยหน้าอย่างเกียจคร้านชำเลืองมองเธอ กระตุกยิ้ม หัวเราะเย็นชา กำลังจะอ้าปากพูด
"คำพูดพี่สาวนี่ชวนคิดนะคะ"
ฉินชิงหลีหยิบตะเกียบขึ้นช้า ๆ ยิ้มหวานมองเธอ น้ำเสียงอ่อนโยนยิ่งกว่าน้ำเสียอีก พูดเสียงนุ่มว่า "คุณไม่ใช่พยาธิในท้องฉันสักหน่อย รู้ได้ไงว่าฉันช่างเลือก?"
"ฉันยังไม่ได้พูดสักคำ คุณกลับพูดพล่ามแทนฉันจนปิดทุกทางแล้ว ฉันว่าอาหารนี่ถูกปากมากนะ เป็นน้ำใจของคนเขาทั้งนั้น ฉันไม่ใช่คนอกตัญญูขนาดนั้น แค่รู้สึกแปลกใจนิดหน่อย เนื้อเยอะขนาดนี้ กินคนเดียวฉันก็เกรงใจเหมือนกัน"
นี่คือความจริง
ฉินชิงหลีถึงแม้จะไม่เคยใช้ชีวิตในยุคที่สภาพความเป็นอยู่ลำบากและขัดสนทั่วไปเช่นนี้ แต่ก็เคยฟังผู้เฒ่าผู้แก่เล่าถึงชีวิตสมัยก่อนว่าลำบากลำบนเพียงใด
เนื้อจานนี้อย่างน้อยก็คงเป็นเงินเดือนครึ่งเดือนของเจียงชิวเหย่อกระมัง? ยังไม่นับคูปองอีก
สองคนเพิ่งเจอกันครั้งแรก เธอยังปฏิเสธเขาอย่างแข็งกร้าวว่าไม่อยากแต่งงาน ตอนนี้กินของคนอื่นก็ใจอ่อน รู้สึกประหลาดใจและเกรงใจก็เป็นเรื่องปกติ
ก็ไม่ใช่ทุกคนที่หน้าไม่อาย
มู่เอี๋ยนหรานถูกสวนกลับจนสะอึก ใบหน้าแดงซ่านขึ้นทันใด พูดอึกอักไม่รู้จะแก้ต่างแทนตัวเองยังไง เขินจนนิ้วเท้าแทบจะขุดพื้น
เธอยังต้องรักษาภาพลักษณ์ในใจของเจียงไป่โจวนะ!
ตอนนี้ถูกฉินชิงหลีย้อนกลับแบบนี้ ทำเอาดูเหมือนเธอเป็นพี่สาวบุญธรรมใจร้ายอะไรสักอย่าง นี่ไม่ใช่ทำให้เสียเรื่องหรอกหรือ
เกิดทำให้เจียงไป่โจวเข้าใจผิด ไม่อยากแต่งงานกับเธอจะทำยังไง!
มู่เอี๋ยนหรานกัดฟันกรอด รู้สึกโมโหที่ฉินชิงหลีไม่รู้จักบุญคุณ แต่ติดที่อยู่ต่อหน้าเจียงไป่โจวเลยไม่กล้าระเบิดอารมณ์ ได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน คนทั้งคนอัดอั้นสุดขีด ยิ้มขมขื่น
"น้องสาว ฉันก็ไม่ได้หมายความแบบนั้น เธอเข้าใจผิดแล้ว ฉัน ฉันก็แค่คิดอยากช่วยอธิบายให้พี่เจียงรองฟัง..."
"คุณอธิบายอะไร? ยิ่งอธิบายไม่ยิ่งดำหรือ?"
ฉินชิงหลีคีบหมูแผ่นหนึ่งขึ้นช้า ๆ เตรียมส่งเข้าปาก น้ำเสียงนุ่มนวล แต่คำพูดย้อนกลับนุ่มลึกแต่ก็แหลมคมไร้ปรานี
เธอยิ้มว่า "พี่สาวแสนดี ช่วยคนอื่นอธิบายไม่ใช่แบบที่คุณกลัวคนอื่นจะไม่เข้าใจผิดนะ จิตใจโหดร้าย กับสมองไม่ดีพูดไม่เป็น คุณเลือกเองเถอะ"
ถ้าไม่ร้ายก็โง่
สองอย่างนี้ไม่มีคำไหนดี ๆ เลย!
มู่เอี๋ยนหรานก็ไม่โง่ จะฟังไม่ออกได้ไงว่าฉินชิงหลีแดกดัน
เธอเบิกตากว้างขึ้นทันใด มองน้องสาวของตนที่เหมือนจู่ ๆ ก็มีปัญญาขึ้นมาอย่างเหลือเชื่อ อ้าปากค้าง ครู่หนึ่งก็ตอบโต้ไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มเถียงยังไง
มู่เอี๋ยนหรานหน้าแดงจนเหมือนเลือดจะหยดออกมา ขอบตาแดงรื้นอย่างรวดเร็ว ดูค่อนข้างน้อยใจ
"น้องสาว ฉัน... ฉัน..."
"พอแล้ว"
เสียงนุ่มนวลสุภาพมีมารยาทของเจียงไป่โจวเอ่ยขึ้นอย่างเหมาะเจาะ ขัดบทสนทนาทั้งสอง ยิ้มว่า "กินข้าวก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าวเย็นจะไม่อร่อย"
เจียงชิวเหย่อนั่งเหยียดขาผึ่งผายอยู่ตรงนั้น เหล่มองมู่เอี๋ยนหรานอย่างเกียจคร้าน ดวงตาขยับเล็กน้อย หัวเราะเย็นชาอย่างมีความหมายไม่ชัดเจน
เขาเหลือบมองเรียบ ๆ พริบตาเดียวก็หันไปเพ่งความสนใจที่เด็กสาวผิวขาวสะอาดนั่งฝั่งตรงข้ามอีกครั้ง อดทนพูดว่า
"รีบกินเถอะ ผมเพิ่งตักข้าวให้คุณครั้งแรก ไม่รู้ว่าคุณไม่กินอะไร ถ้าไม่ชอบก็อย่ารังเกียจนะ คืนนี้ทนไปก่อน คุณนั่งเรือมาคงหิวมาทั้งวันแล้วใช่ไหม?"
ฉินชิงหลีได้ยินดังนั้น ปลายนิ้วเรียวที่ถือตะเกียบชะงัก เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าดำคล้ำดุดันกวน ๆ ของเจียงชิวเหย่ออีกครั้งด้วยความเหลือเชื่อ
เอาตามจริง
ฉินชิงหลีไม่คิดว่าตนเข้าใจผู้ชายตรงหน้านี้มากนัก ความประทับใจแรกต่อเขาคือชายหยาบกระด้างหน้าตาดุร้ายน่ากลัว ป่าเถื่อนไร้มารยาท ไม่ใส่ใจสุขลักษณะส่วนตัว
แต่ที่ค่อนข้างขัดกับความรู้สึกคือ จริง ๆ แล้วคนนี้ค่อนข้างใจละเอียด อีกทั้งการรับรู้ต่อสิ่งรอบข้างก็เฉียบแหลมจนน่ากลัว
น้ำเสียงพูดจาดุดันเสมอ แฝงความเข้มงวดถือดี ทว่าหากตั้งใจฟังคำพูด ก็จะพบว่าเขาหยาบนอกแต่ละเอียดใน แถมยังค่อนข้างใส่ใจ
ฉินชิงหลีรู้สึกดีกับเขาขึ้นเล็กน้อย ไม่รังเกียจเท่าครั้งแรกที่พบแล้ว แล้วก็เอ่ยเสียงเบาขึ้นอีก
"ขอบคุณ"
เจียงชิวเหย่อเลิกคิ้วมองเธอ ริมฝีปากอดที่จะขยับยกขึ้นไม่ได้ กดไว้ยังไงก็กดไม่อยู่ หัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นเพราะคำ 'ขอบคุณ' อ่อนหวานนุ่มนวลนี้ เต้นเร็วฉับ ๆ ตุบ ๆ เกือบจะกระโดดออกจากอก
เขารีบยกมือปิดปากกระแอมที ทำสีหน้าเคร่งขรึม นั่งหลังตรงตั้งท่าเริ่มกินอย่างตะกรุมตะกราม สะบัดตะเกียบไม่กี่ครั้งก็กวาดอาหารในจานหมดเกลี้ยง
ในหน่วยทหารกินข้าวแบบแย่งกันหมด หลักสำคัญคือมือเร็วได้มือช้าอด ทหารส่วนใหญ่กินข้าวก็ต้องแย่งเวลา จะมีเวลามาเคี้ยวช้า ๆ ละเอียด ๆ ได้ยังไง
ฉินชิงหลีมองจนตะลึงไปพักหนึ่ง
ไม่ใช่ว่าเธอรู้น้อยหรอกนะ
เธอเพิ่งเคยเห็นใครกินข้าวหยาบคายได้ขนาดนี้จริง ๆ เหมือนเปรตหิวกลับชาติมาเกิดแย่งเวลากับพญายม
ฉินชิงหลีบีบปลายนิ้วเรียวที่ถือตะเกียบแน่น หนังตากระตุก แล้วเงยหน้ามองเจียงไป่โจวที่นั่งกินข้าวไม่ไกล เคี้ยวอาหารเนิบนาบ เร็วแต่ก็ดูสง่างามมีมารยาท
เงียบไปครู่หนึ่ง พอหันกลับมามองเจียงชิวเหย่อที่เหมือนเสือหิวตะครุบเหยื่อ กวาดอาหารหมดจานอย่างรวดเร็ว
ฉินชิงหลี: "..."
ฉินชิงหลีถอนหายใจในใจเงียบ ๆ —
คุณแม่จ๋า!
คนเรานี่ต้องเปรียบเทียบกันจริง ๆ
ดูเจียงชิวเหย่อคนเดียวก็ยังพอได้ แต่พอเทียบกับพี่ชายเขาแล้ว มันชวนให้พูดไม่ออกไปเสียทุกทาง
ฉินชิงหลีก้มหน้ากินข้าวคำเล็กคำน้อยไปพลาง อดรู้สึกงุนงงขึ้นมาไม่ได้
พ่อแม่ของร่างเดิมคิดยังไงกันแน่ ถึงได้หมั้นร่างเดิมไว้กับชายหยาบกระด้างไร้มารยาทอย่างเจียงชิวเหย่อ
มองยังไง เจียงไป่โจวที่เป็นลูกชายคนโตทั้งสุภาพอ่อนโยนก็เหมาะสมกว่ามิใช่หรือ?
...ช่างเถอะ
บางทีพ่อแม่คนอื่นก็มีเหตุผลของพวกเขาเอง เธอแค่ทะลุมิติมา ไม่อาจไปก้าวก่ายเรื่องครอบครัวคนอื่น
ฉินชิงหลีกินข้าวค่อนข้างช้า เคี้ยวสามครั้งต่อคำ ต้องเคี้ยวจนละเอียดถึงกลืนลงคอได้
เจียงชิวเหย่อกอดอกมองเธอกินข้าวคำเล็กคำน้อย คิ้วเข้มคมกริบขมวดแน่น เห็นเธอกินช้าก็อดร้อนใจไม่ได้ แทบอยากจะป้อนข้าวให้ กินเสร็จ ๆ ไปเลย
เขาก็สงสัย ใครจะกินข้าวช้าได้ขนาดนี้ ไม่รีบเลยหรือ?
แต่ตอนฉินชิงหลีกินข้าวถึงท่าทางจะชักช้า แก้มป่อง ๆ เหมือนกระต่ายน้อย ก็น่ารักดี
เจียงชิวเหย่อจ้องมองเธอแน่วแน่ ไม่รู้ตัวว่าจ้องจนเหม่อ ลูกกระเดือกที่เซ็กซี่และคมกริบกลิ้งขึ้นลงช้า ๆ ขณะที่แก้มนุ่มขาวสะอาดของหญิงสาวพองยุบ เขากลืนน้ำลาย รู้สึกว่าตัวเองเหมือนหิวขึ้นมากะทันหัน
เขากอดอกนั่งตัวตรง อดทนแล้วอดทนอีก อดทนอยู่นานกว่าจะห้ามใจไม่ยื่นนิ้วไปจิ้มแก้มนุ่มป่อง ๆ ของเด็กสาวได้
เจียงชิวเหย่อทำหน้าบึ้ง สีหน้าเคร่งขรึม สายตาร้อนแรงจับจ้องฉินชิงหลีตลอด บนใบหน้าไม่แสดงอะไร ในใจกลับท่วมท้นปั่นป่วน อดใจลอยคิดไม่ได้ว่า —
สวรรค์!
ในโลกนี้ จะมีใครน่ารักอย่างนี้ได้ยังไง!
อยากจะคาบกลับรังตอนนี้เลยจริง ๆ เลี้ยงอย่างดี ขุนให้ขาวอวบอ้วนขึ้นมา แล้วถึง...
อะแฮ่ม
ใบหน้าดำคล้ำของเจียงชิวเหย่อแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างน่าสงสัย ก็นึกขึ้นได้ว่าเด็กสาวยอมกลับไปกับพ่อแม่ถูกส่งไปใช้แรงงานที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือลำบากมากกว่า ก็ยังรังเกียจเขาไม่ยอมแต่งกับเขา
เขาเลียฟัน คิ้วเข้มดุจคมดาบขมวดแน่น
ไม่ได้การ
เขาต้องหาวิธีให้ได้ คิดดูว่าจะหลอกเมียกลับบ้านยังไง มาเลี้ยงเอง!