เกาหยางยืนอยู่หน้าประตูเรือน กอดอกทั้งสองข้าง สายตาเย็นชาเฝ้ามองละครฉากหนึ่งที่กำลังวุ่นวายอยู่ด้านนอก
นางหวังยังคงร้องไห้คร่ำครวญ เกาเวินยังคงเสแสร้งทำท่าทาง ป้าหลิวกับหญิงปากมากอีกหลายคนยังคงช่วยพูดเข้าข้างและโหมกระพือ
ชาวบ้านที่มามุงดูมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนล้อมกันแน่นหนา ทุกคนต่างรอดูว่าเกาหยางจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร
แต่เขากลับไม่เอ่ยปากสักคำ
ครั้นนางหวังร้องไห้จนเสียงแหบ ป้าหลิวด่าจนน้ำลายแห้ง และสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าวของเกาเวินแทบจะประคองไว้ไม่อยู่ เกาหยางจึงค่อยก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่รีบร้อน
“พูดจบแล้วหรือ? พูดจบแล้วก็ถึงตาข้าพูดบ้าง”
เขาหันกายไปเผชิญหน้ากับชาวบ้านที่มามุงดู สีหน้ากลับสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด
“ท่านชาวบ้านทั้งหลาย เรื่องวันนี้พวกท่านก็เห็นแล้ว ข้าเกาหยางแยกบ้านออกมาสองเดือน คนจากเรือนใหญ่เดิมมาหาเรื่องถึงบ้านไม่รู้กี่ครั้ง แต่ละครั้งก็ถูกขับไล่กลับไป
ครานี้ยังเปลี่ยนกลวิธี ไม่ได้มาหาเรื่อง แต่เปลี่ยนเป็นร้องห่มร้องไห้เรื่องความกตัญญู ไปพบใครก็กล่าวหาว่าข้าอกตัญญู ไม่ยอมกลับไปอวยพรวันเกิด
วันนี้ยังพาคนทั้งครอบครัวมาขวางหน้าประตูบ้านข้า กล่าวหาว่าข้าจะปิดประตูไม่ให้บิดามารดาแท้ ๆ เข้าไป ที่แท้ก็เห็นว่าชีวิตข้าดีขึ้น จึงอยากเข้ามาแบ่งผลประโยชน์ด้วย ช่างไร้ยางอายนัก!”
“แต่พวกท่านไม่รู้ว่า วันแยกบ้าน ข้าบาดเจ็บจนหมดสติไปสองวัน พวกเขากลับไม่ยอมเชิญหมอมาสักคน ยังนั่งปรึกษากันในห้องโถงใหญ่ว่า หากข้าสิ้นใจแล้วจะจัดการสินเดิมของภรรยาข้าอย่างไร นี่หรือคือสิ่งที่บิดามารดาควรกระทำ?”
