โจวเยว่เงียบไปครู่ใหญ่
“ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผล แต่เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่า ซุนถิงเหอหมาเฒ่าตัวนั้นไม่มีทางปล่อยให้เจ้ารักษาเมืองอย่างสงบสุข
วันนี้เจ้าออกมาขนเสบียง เขาจัดคนให้เจ้าล้วนเป็นพวกหัวแข็งกับพวกขี้ขลาด เห็นชัดว่าอยากยืมดาบของพวกคนเถื่อนมาฆ่าเจ้า คราวนี้เจ้ารอดมาได้ แล้วคราวหน้าเล่า เจ้าจะรอดกลับมาได้ทุกครั้งหรือ”
“เพราะฉะนั้น ข้าไม่ได้คิดจะกลับไป”
เกาหยางโยนกิ่งไม้ทิ้ง ลุกขึ้นปัดดินบนมือ
“ตอนนี้พวกเรามีพี่น้องที่สู้รบเก่งอยู่ในมือห้าสิบกว่าคน ทั้งยังยึดม้าศึกของพวกคนเถื่อนได้หลายสิบตัว พร้อมเสบียงอีกกองหนึ่ง
หากคนเหล่านี้กลับเมืองผิงอาน ซุนถิงเหอเอ่ยปากเพียงประโยคเดียวก็โยกย้ายพวกเขาไปได้ แต่ถ้าไม่กลับ อยู่ด้านนอกเมืองทำสงครามกองโจร ต่อให้เขาอยากควบคุมก็ทำไม่ได้”
จ้าวเหลาชวนซึ่งยืนฟังอยู่ข้าง ๆ มาครู่ใหญ่ เอ่ยแทรกขึ้นว่า “หัวหน้าหมู่ทหารเกา ท่านหมายความว่า...พวกเราจะไม่กลับไปแล้วหรือ”
“ไม่กลับแล้ว ในเมืองผิงอานมีทหารรักษาด่านอยู่แปดร้อยกว่านาย เพิ่มพวกเราไปอีกหลายสิบคนก็ไม่มาก ขาดพวกเราไปหลายสิบคนก็ไม่เป็นไร แต่ด้านนอกเมืองไม่เหมือนกัน
เส้นทางขนเสบียงของพวกคนเถื่อนจากด่านชิงสือกวนถึงเมืองผิงอานยาวถึงหกสิบลี้ ล้วนเป็นทางเขากับถนนหลวง เสบียงอาหาร หญ้า และยุทโธปกรณ์ของพวกเขาต้องขนมาตามเส้นทางนี้ทั้งสิ้น พวกเราก็เล่นงานพวกมันบนเส้นทางนี้”
จ้าวเหลาชวนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนดวงตาจะพลันสว่างวาบ
เขาอยู่ในทัพชายแดนมาสิบกว่าปี เคยรบกับพวกคนเถื่อนแบบเผชิญหน้ากันตรง ๆ มาไม่น้อย แพ้มากกว่าชนะ
แต่แผนการรบเช่นที่เกาหยางกล่าวมา เขาไม่เคยนึกถึงมาก่อน
ไม่รบประจันหน้า มุ่งเล่นงานเส้นทางเสบียงโดยเฉพาะ
ไม่ปะทะกับกองทัพหลักของพวกคนเถื่อน เลือกบีบลูกพลับนิ่มเป็นพิเศษ
