ทั้งสองเดินมาถึงหน้าประตูที่พำนักแม่ทัพ ทหารคนสนิทที่เฝ้าประตูจำเชาเป่าได้ จึงยิ้มทักทายว่า “หัวหน้าเชา ท่านกลับมาทำไม แม่ทัพไม่ได้สั่งให้ท่านเฝ้าประตูเมืองหรือ”
เชาเป่าฝืนยิ้ม สีหน้าและน้ำเสียงเป็นปกติเหมือนเช่นทุกครั้ง “มีเรื่องสำคัญจะกราบเรียนแม่ทัพ ทางประตูเมืองเกิดเรื่องขึ้นเล็กน้อย”
“เกิดเรื่องอะไร”
“คนของเกาหยางมาถึงใต้เมืองแล้ว กำลังเรียกให้เปิดประตู ข้าต้องรายงานแม่ทัพด้วยตนเอง ท่านรีบเปิดประตูเถิด”
ทหารคนสนิทที่เฝ้าประตูชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปผลักประตู
ประตูเพิ่งเปิดออกเป็นช่อง ม่าหลิวกับเชาเป่าก็ลงมือพร้อมกัน เชาเป่าปิดปากทหารคนสนิทคนนั้นไว้ทันที ส่วนม่าหลิวใช้มีดสั้นจ่อคอทหารอีกนาย ขณะที่อีกสองคนยังไม่ทันตั้งตัว ก็ถูกคนจากกองลาดตระเวนภูเขาที่พุ่งเข้ามาจากด้านหลังกดลงกับพื้น
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างฉับไวและไร้เสียง แม้แต่เสียงร้องสักแอะก็ไม่มี
เกาหยางเดินออกมาจากมุมถนน ขณะก้าวข้ามธรณีประตู เขาเหลือบมองเชาเป่าแวบหนึ่ง
“ทำได้ดี”
เชาเป่ายกมือเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก แล้วหัวเราะแห้งๆ
เติ้งจง เฒ่าเชียน และโจวเยว่ต่างพาคนของตนแยกย้ายไปปฏิบัติภารกิจ
ส่วนเกาหยางพาคนที่เหลือเดินผ่านลานหน้าตรงไปยังโถงใหญ่
ลานหน้าของที่พำนักแม่ทัพกว้างใหญ่ สองข้างเป็นเรือนข้าง ตรงกลางมีทางเดินหินครามทอดตรงไปยังโถงใหญ่
ใต้ระเบียงสองข้างทางเดินแขวนโคมไฟไว้ ทำให้ลานบ้านสว่างสลัวเป็นหย่อมๆ
ในโถงใหญ่มีแสงไฟส่องสว่าง
เมื่อเกาหยางเดินมาถึงหน้าประตูโถงใหญ่ ก็ได้ยินเสียงสนทนาดังมาจากข้างใน
“แม่ทัพ จ้าวเม่าไฉ่เฒ่านั่นไว้ใจได้จริงหรือ ข้าเห็นเมื่อครู่ตอนเขาเดินออกไป ขาสั่นพั่บๆ เลย”
“ต่อให้ไว้ใจไม่ได้ก็ต้องไว้ใจ ตอนนี้เขากับพวกเราอยู่บนเรือลำเดียวกัน หนีไปไหนไม่รอดหรอก”
