ประตูรถถูกผลักออก
หวังหยางลงจากรถเป็นคนแรก รองเท้าผ้าใบทหารเหยียบลงบนหิมะ ส่งเสียงกรอบแกรบ
เจ้ากังลงตามมาติด ๆ
คนสุดท้ายที่ลงจากรถคือเถียจู่
เขาสวมเสื้อนวมเก่า ๆ ที่ปะชุนซ้อนกันหลายชั้น สวมหมวกหนังหมา มือถือปืนกึ่งอัตโนมัติรุ่นห้าหกกระบอกใหม่เอี่ยม
สายตาของทหารลาดตระเวนทั้งสิบห้าคนพลันจับจ้องไปที่เถียจู่
แววตาของพวกเขาฉายความกังขาอยู่เสี้ยวหนึ่ง
ภารกิจครั้งนี้คือการเผชิญหน้ากับฝูงสัตว์หิวโหยที่คลุ้มคลั่งในส่วนลึกของเขาชางไป๋ เป็นศึกหนักที่มีโอกาสรอดเพียงน้อยนิด
พาหนุ่มบ้านนอกหน้าตาธรรมดาเข้าป่าไปด้วย ก็ไม่ต่างอะไรกับมีตัวถ่วง
แม้หวังหยางจะแสดงพละกำลังเหนือชั้นให้เห็นที่ลานฝึกของกองบัญชาการตำรวจอำเภอ จนไม่มีใครในทีมกล้าออกปากคัดค้าน
แต่บรรยากาศก็ยังเต็มไปด้วยความตึงเครียดและไม่ไว้วางใจ
หวังหยางกวาดตามองทุกคน
เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินตรงไปยังด้านหน้าของแถวทันที
รัศมีสังหารเหี้ยมเกรียมของยอดทหารในชาติก่อนแผ่ออกมาโดยไม่ปิดบัง อุณหภูมิรอบตัวดูเหมือนจะลดลงไปอีกหลายองศา
“กฎของชางไป๋ ฉันจะพูดแค่ครั้งเดียว!”
แววตาเย็นเยียบของเขากวาดมองใบหน้าสมาชิกทั้งสิบห้าคน
“เข้าป่าไปแล้ว ฉันคือสมองของพวกแก! ใครกล้ายิงโดยพลการ ใครกล้าแยกตัวจากทีม หรือใครลังเลต่อคำสั่งของฉันแม้แต่ครึ่งวินาที ไม่ต้องรอให้หมีขย้ำแก ฉันจะจัดการแกก่อน! เข้าใจไหม!”
แรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้ามาราวกับปกคลุมฟ้าดิน
ยอดทหารทั้งสิบห้าคนสัมผัสได้โดยสัญชาตญาณถึงอำนาจข่มขวัญของผู้บังคับบัญชา
พวกเขายืนตรงพร้อมกัน รองเท้าบูตชิดสนิท
“เข้าใจ!”
เสียงตะโกนพร้อมกันของทั้งสิบห้าคนดังกึกก้อง จนหิมะบนกิ่งไม้ริมทางร่วงกราวลงมา
