บทที่ 4 มานี่ เข้ามาใกล้ ๆ
มือที่กดบนหน้าท้องออกแรงเล็กน้อย
ใบหน้าของซูหลินหยวนแดงซ่านขึ้นอีกครั้ง เอื้อมมือดึงผ้าห่มแพรที่อยู่ข้าง ๆ มาปกปิดกายตนเอง
เงยหน้าขึ้น ในดวงตาสีดำลึกล้ำคู่นั้น ปรากฏประกายสีน้ำเงินดำเย้ายวนวนอยู่เบื้องลึก
ประกอบกับแววตาที่สั่นระริก กลับแฝงความงามอันน่าเวทนาอย่างผู้ถูกพันธนาการ
หยวนซูจ้องมองตาค้าง มือข้างหนึ่งจับโซ่เหล็กบนข้อมือเขา กระตุกเข้ามาด้วยแรง
ใบหน้าหล่อเหล่าที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกอับอายก็ถูกดึงมาใกล้ตรงหน้า
“งามสง่าดั่งหยกบนทางเดิน ไร้ผู้ใดเทียบเทียม กล่าวได้เหมาะสมยิ่งนัก ซูหลินหยวน ยามวิกาลคืนหนึ่งมีค่าราวพันชั่งทอง อย่าปล่อยให้สูญเปล่า...”
หยวนซูกล่าวพลางโอบรอบลำคอเขา แล้วโน้มจูบลงอีกครั้ง
“กริ๊ง กริ๊ง...”
โซ่เหล็กส่งเสียงกังวานเบา ๆ ที่ข้อมือ ซูหลินหยวนอยากหลบ อยากหนี อยากจากไป แต่ล้วนถูกหยวนซูปราบไว้แน่นกับที่ได้อย่างง่ายดาย
......
ในฐานะอดีตผู้นำสูงสุดแห่งสำนักสราญรมย์ การจัดการกับบุรุษที่เพิ่งลิ้มลองรักต้องห้ามนั้นง่ายดุจพลิกฝ่ามือ
กระทั่งยามที่หยวนซูหมุนเวียนเคล็ดวิชาสำนักสราญรมย์ จิตวิญญาณเชื่อมโยงถึงกัน ปราณวิญญาณหลอมรวมเป็นหนึ่ง
แรงดึงดูดที่มาจากส่วนลึกของจิตวิญญาณและจากเบื้องลึกของกายเนื้อเช่นนั้น เป็นหนึ่งเดียวหาใดเปรียบ!
สามารถนำความรู้สึกทั้งมวลในกระบวนการนี้ ผลักดันสู่ห้วงเมฆา!
ครั้งสองครั้ง ซูหลินหยวนนั้นต่อต้าน แต่ในการต่อต้านก็เจือด้วยความตื่นเต้นระทึกเร้นลับ
หากแต่สามครั้งสี่ครั้งถัดมา เมื่อเห็นหยวนซูเคลื่อนเข้ามาใกล้ทาบทาอีก ลูกกระเดือกของเขากลับไหวกลอกขึ้นลงเกินจะควบคุม
กระทั่งยามที่นางเงยหน้าขึ้นจูบ ริมฝีปากของเขาก็อ้าออกอย่างรู้หน้าที่
ดั่งนางคณิกาในโรงบุปผาผู้ชินกับการปรนนิบัติรับแขก ปล่อยให้แขกกระทำตามใจปรารถนา
เนิ่นนานผ่านไป หยวนซูนอนพิงบนแท่นเตียงอย่างเกียจคร้าน สวมเพียงเสื้อคลุมแพรบาง เอื้อมมือดึงผ้าห่มแพรที่อยู่ข้าง ๆ ปกปิด
ระหว่างพักสายตาทำสมาธิ ญาณทิพย์เข้าสู่ห้วงมิติพฤกษาเทวะ พินิจดูอย่างละเอียด
พบว่า ณ โคนต้นไม้ที่เดิมทีเปล่งแสงเรืองรองสีน้ำเงินเข้ม บัดนี้ได้ก่อเกิดผลึกทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนขนาดเท่าเมล็ดข้าวขึ้นแล้ว
แววตาของหยวนซูเปล่งประกาย
ฐานรากแห่งรากวิญญาณน้ำระดับสูงสุด สำเร็จแล้ว!
กำลังดีใจอยู่ มือหนึ่งลูบผ่านบนผ้าห่มแพร ราวกับไม่ตั้งใจ เพียงสัมผัสแวบหนึ่งก็ไร้การเคลื่อนไหวอีก
หยวนซูหาได้ใส่ใจ เพียงมุ่งสมาธินำทางพลังภายในผลึกไปยังต้นไม้ทิพย์สราญรมย์
ซูหลินหยวนเม้มริมฝีปาก มือที่จับผ้าห่มแพรออกแรงเล็กน้อย
เกินไปแล้ว!
น้องสาวหยวนซูทำเช่นนี้กับเขาได้อย่างไร?
เขาเป็นลูกผู้ชายตัวโต นางกลับสวมโซ่ตรวนให้เขา คุมขังไว้บนแท่นเตียงนี้?
หากให้ผู้อื่นล่วงรู้ เขาจะต้องถูกหัวเราะเยาะไปชั่วชีวิต!
บัดนี้ยังแสร้งทำเป็นหลับไม่สนใจเขาอีก?
นัยน์ตาของซูหลินหยวนแดงเรื่อ
เหตุใดเรื่องราวจึงลุกลามมาถึงเพียงนี้?
เขาทั้งอับอายขัดเขิน ทั้งโกรธกรุ่น
แต่หลังจากโกรธ ในห้วงความคิดกลับนึกถึงภาพความรู้สึกยามอยู่กับหยวนซูอย่างห้ามมิได้
ร่างของซูหลินหยวนสั่นสะท้าน
น้องสาวหยวนซูนาง...
เขาไม่อาจหาถ้อยคำมาพรรณนาความรู้สึกนั้น
ความรู้สึกที่ทำให้คนจมดิ่งเสื่อมทลาย อยากมอดม้วยดับสลายอยู่ในนั้น!
สายตาของซูหลินหยวนอดไม่ได้ที่จะมองไปยังใบหน้าของหยวนซู
น้องสาวหยวนซูงดงามยิ่งนัก เขารู้มาโดยตลอด!
เพียงแต่นางไม่ชอบแต่งองค์ทรงเครื่อง ปกติแค่ใช้ปิ่นปักผมรวบเกล้าอย่างเรียบง่าย สมถะ ไม่ได้ดูพิถีพิถันงดงามมากนัก
แต่รูปโฉมนางนั้นเป็นหนึ่งหายากอย่างแน่นอน!
แสงจันทร์ล้นข้ามยอดเขาสูง ตกลงบนช่วงแก้มด้านข้างของนาง
ขนตาแนวยาวดั่งปีกผีเสื้อหยัดลงเบา ทอดเงารูปพัดเล็ก ๆ สันจมูกงามเรียว ริมฝีปากอิ่มอวบอิ่มน้ำ ดั่งภาพวาดอ่อนโยนที่ถูกตรึงไว้
สิ่งพิเศษที่สุดเห็นจะเป็นจุดไฝน้ำตาจุดน้อยที่หางตาของนาง
ดุจหมึกหยดหนึ่งประดับบนผิวขาวผ่อง เติมเสน่ห์เย้ายวนและอาลัยอาวรณ์เหนือความงามบริสุทธิ์
งามยิ่งนัก!
น้องสาวหยวนซูยามหลับไหลงดงามยิ่งกว่า!
เพราะเหตุใดนางทำเรื่องเช่นนี้ลงไปแล้ว ยังนอนหลับได้อย่างไม่ยินดียินร้าย?
ซูหลินหยวนกำหมัดแน่น กัดฟันกรอด เอื้อมมือไปยังหยวนซูอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว...
ครั้นรอให้หยวนซูรู้สึกถึงความผิดปกติลืมตาขึ้น ก็พบเข้ากับสีหน้าของซูหลินหยวนที่เต็มไปด้วยความกระวนกระวายปรารถนา แต่เก็บกดข่มกลั้น
หยวนซูมองเขาอย่างยิ้มเยาะ
ใบหน้าของซูหลินหยวนร้อนผ่าวอีกครั้ง เขินอายจนหลบสายตา แต่มือที่โอบเอวบางของนางกลับมิได้ชักคืน
เบื้องลึกดวงตาสีน้ำเงินดำพลุ่งพล่านด้วยโทสะที่เขินอายเพราะถูกมองทะลุถึงจิตใจ กัดฟันกล่าวเสียงต่ำ “เจ้าเป็นคนเริ่มก่อน!”
หยวนซูยกยิ้มมุมปาก พยักหน้าอย่างเห็นด้วยนัก “ข้าเป็นคนเริ่มก่อนจริง ๆ งั้น...นี่เจ้าจะเอาคืนกลับมารึ?”
นางพยุงกายขึ้นครึ่งตัวอย่างเกียจคร้าน หลุบตาลงอย่างเฉื่อยชา เหลือบมองมือใหญ่ที่กอดเอวแน่นไม่ยอมปล่อย มุมปากยกยิ้มกว้างขึ้นเรื่อย ๆ
ซูหลินหยวนกำลังจะโต้กลับ แต่เวลานี้ผ้าห่มแพรเนื้อบางกลับเลื่อนหลุดลงมาตามชุดนอนเรียบลื่นของหยวนซูจนตกอยู่ที่เอว
ทรวดทรงดั่งหิมะปรากฏในสายตาไร้การปกปิด
ดวงตาของซูหลินหยวนเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ลูกกระเดือกขยับเลื่อนอย่างบ้าคลั่งเกินควบคุม
สีหน้าที่ทั้งบริสุทธิ์และเต็มไปด้วยความต้องการเช่นนี้ ทำให้หยวนซูรู้สึกสำราญใจในทันใด
นางหลุบตาลง หัวเราะเสียงต่ำ ยกนิ้วกวักเรียกเขา “มานี่ เข้ามาใกล้ ๆ”
แววตาของซูหลินหยวนสั่นไหว เหตุผลบอกให้เขาอยากปฏิเสธนัก แต่เมื่อเผชิญหน้ากับหยวนซูเช่นนี้ ร่างกายกลับมีความคิดของตนเอง
วันนี้ เป็นนางที่เริ่มก่อน นางที่รังแกเขาก่อน!
งั้นที่เขาเอาคืนกลับมา ก็ย่อมสมควรไม่ใช่หรือ?
ซูหลินหยวนกลืนน้ำลาย กัดฟัน ยันตัวบนขอบเตียง คลานเข้าไป
“น้องสาวหยวน เจ้า เจ้าเรียกข้ามาทำอะไร?”
เขามีสีหน้าทั้งเขินอาย แต่ก็แฝงความมุ่งมั่นแน่วแน่ประหนึ่งยอมตาย
แต่ภายในดวงตาสีน้ำเงินดำคู่นั้น กลับซ่อนความปรารถนาอันรุนแรงดั่งคลื่นซัดสาด
หยวนซูเข้าไปใกล้เขา มองสีหน้าของเขาที่เกร็งแข็งและปลายหูเป็นสีแดงระเรื่ออย่างควบคุมไม่ได้ ยกยิ้ม
เข้าใกล้เขา เอ่ยแผ่วเบา “ยังเรียกน้องสาวหยวนอีกหรือ? ซูหลินหยวน บนเตียง เรียกข้าว่า ซูซู...”
“ดี ๆ เรียกให้ฟังหน่อย”
น้ำเสียงที่เคยคุ้นเคยยิ่งนั้น ไม่เคยมีช่วงเวลาใดที่ออดอ้อนนุ่มนวลหลงใหลดั่งเช่นบัดนี้ ทำให้รู้สึกคอแห้งปากแห้ง
เขากัดฟันไม่พูดสิ่งใด แต่ในขณะที่นางเงยหน้าขึ้นจูบลูกกระเดือก ก็เอ่ยออกไป
“ซู... ซูซู...”
หยวนซูยกยิ้มมุมปากราวกับมารยั่วยวน กระชากคอของซูหลินหยวนเข้ามา แนบชิดหูเขา เอ่ยเสียงเบาราวกับกล้วยไม้พ่นกลิ่น “เช่นนั้น เมื่อครู่นี้เจ้าอยากทำอะไร?”
ร่างของซูหลินหยวนเครียดเกร็งขึ้นทันใด
อยากทำอะไร?
ย่อมต้อง...
เอากลวิธีที่นางใช้รังแกเขากลับคืนมาบนตัวนาง!
......
“ท่านศิษย์พี่ใหญ่ ท่านจะไปรับศิษย์พี่เจ็ดหรือ?”
ยามเช้า บนทางเดินร่มรื่นของยอดเขาเมฆคราม ซูหลิงซีวิ่งตามไป ไล่ทันเฉินฉีที่เดินเร็ว ๆ
บนใบหน้าขาวสะอาดเพราะการวิ่ง ปรากฏสีแดงระเรื่อจาง ๆ ยิ่งขับผิวให้นุ่มละเอียดขาวดั่งหิมะ
เฉินฉีมีความประทับใจต่อน้องร่วมสำนักหญิงที่เพิ่งเข้ามาไม่นานนี้ไม่เลว
ขยันหมั่นถามไถ่ บำเพ็ญเพียรอย่างหนักหน่วง ใบหน้าเคร่งขรึมเรียบเฉยเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย
“ใช่ ถึงกำหนดเจ็ดวันแล้ว คิดว่าหยวนซูน่าจะรู้ความผิดแล้ว”
“เรื่องนี้หากว่ากันถึงที่สุดแล้ว เจ้าต้องทนรับความขมขื่นใจ รอให้ข้ามีของดีในภายภาคหน้า จะต้องชดเชยให้เจ้าก่อน”
ซูหลิงซีเผยความเข้าใจอย่างเหมาะเจาะ “ข้าทราบเจ้าค่ะ ท่านศิษย์พี่ใหญ่ ข้าจะไม่ถือโทษโกรธกับศิษย์พี่เจ็ดหรอก”
“เพียงแต่ ท่านศิษย์พี่ใหญ่จะพาข้าไปรับศิษย์พี่เจ็ดด้วยได้หรือไม่?”
“ได้ยินว่าผาไตร่ตรองตนเองนั้นหนาวเหน็บเย็นยะเยือก เกรงว่านางจะทนไม่ไหว จึงนำน้ำแกงร้อนมาให้ไหหนึ่ง”