มือถือในมือสั่นราวกับมอเตอร์
หลินเฟิงเหลือบมองฝางซือหาน ยิ้มกว้างแล้วกดรับสายทันที พลางกดเปิดลำโพงไปด้วย
“หลินเฟิง! ไอ้สารเลว!”
เสียงแหบพร่าจนเพี้ยนของสวี่เจิ้งหยางระเบิดดังขึ้นในห้องสวีตอันเงียบสงบทันที น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างบ้าคลั่ง
หลินเฟิงเดินเอื่อย ๆ ไปนั่งบนโซฟา แคะหูไปพลาง “คุณสวี่ ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ทำไมโมโหขนาดนี้ล่ะครับ?”
“เลิกทำเป็นไม่รู้เรื่องได้แล้ว! ฉันถามแก เมื่อคืนแกแตะต้องซือหานหรือเปล่า?!”
สวี่เจิ้งหยางหอบหายใจแรงอยู่ปลายสาย เห็นได้ชัดว่าอดกลั้นมาทั้งวันจนทนไม่ไหวแล้ว
ฝางซือหานยืนอยู่ข้าง ๆ มองหลินเฟิงอย่างกระวนกระวาย
หลินเฟิงขยิบตาให้เธอ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นน้อยใจสุดขีด “คุณสวี่ เมื่อวานผมบอกทางโทรศัพท์แล้วไม่ใช่เหรอครับว่าคุณกู้อยู่ห้องข้าง ๆ แอบฟังอยู่ ถ้าผมไม่ทำให้มีเสียงดัง ๆ พรุ่งนี้พอเธอตรวจสอบ พวกเราก็จบเห่กันหมด! ตำแหน่งรองประธานของคุณยังจะรักษาไว้ได้ไหมล่ะครับ?”
“ฉันถามแกว่า ทำ หรือ ไม่ ทำ?!”
สวี่เจิ้งหยางคำรามราวกับหมาบ้าตัวหนึ่ง
“ทำสิครับ!”
หลินเฟิงตอบอย่างมั่นอกมั่นใจ “ผมไม่ใช่แค่ทำเท่านั้นนะครับ เพื่อให้คุณกู้ได้ยินชัด ๆ ผมยังทำตั้งสองรอบ! คุณสวี่ ผมกำลังเอาชีวิตเข้าแลกเพื่ออนาคตของคุณอยู่นะครับ!”
“ไอ้หลินเฟิง! ฉันจะฆ่าแก! ฆ่าแกให้ตาย!”
เสียงทุบข้าวของดังโครมครามรัว ๆ มาจากปลายสาย
พอได้ยินถึงตรงนี้ หลินเฟิงก็ยื่นมือถือไปจ่อปากฝางซือหาน แล้วส่งสัญญาณให้เธอ
ฝางซือหานสูดหายใจลึก ๆ ลดเสียงลง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเกียจคร้านแหบพร่า ราวกับเพิ่งผ่านการออกแรงอย่างหนักมา “คุณสวี่... ดึกมากแล้ว มีเรื่องอะไรค่อยคุยกันพรุ่งนี้นะ หลินเฟิงเหนื่อยมากแล้ว ต้องพักผ่อนค่ะ...”
ประโยคนี้มีอานุภาพทำลายล้างราวกับระเบิดนิวเคลียร์!
