“ริบทรัพย์แล้ว! ฆ่าคนแล้ว!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนระเบิดใส่หูเมื่อซ่งหมิงเยว่กำลังคลุมผ้าคลุมหน้าสีแดงเข้าพิธีวิวาห์ แต่นางยังมิทันคุกเข่าลง ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังกึกก้องดังมาจากที่ไกล ก่อนจะประชิดใกล้เข้ามา ตามด้วยเสียงมหึมาของประตูใหญ่ที่ถูกพังเข้าใส่
“ราชโองการถึง!”
เสียงแหลมสูงเจาะทะลุบทเพลงมงคลสมรส
“รับราชโองการ: เจิ้นหยวนโหวเสิ่นเว่ย สมคบศัตรูทรยศแผ่นดิน เกรงความผิดหลบหนี บัดนี้พยานหลักฐานชัดเจนแน่นหนา ควรประหารตามโทษ แต่นึกถึงคุณความชอบเก่าก่อน จึงประทานความเมตตาเหนือกฎหมาย ให้ริบทรัพย์สินในจวน และเนรเทศทั้งสกุล”
ซ่งหมิงเยว่ใต้ผ้าคลุมหน้าชะงักค้าง ยังมิทันได้ตอบสนองก็ถูกผู้คนฉุดกระชากออกมาจากโถงพิธีอย่างหยาบคาย ผ้าคลุมหน้าบิดเบี้ยว พอจะมองเห็นทั่วสารทิศโกลาหลอลหม่าน
บ่าวไพร่ในชุดแดงเขียวกรีดร้องวิ่งหนี แขกเหรื่อเตลิดหนีดังนกกระจอก มีเพียงทหารราชองครักษ์ในชุดเกราะถือดาบหลั่งไหลเข้ามาในจวนโหวแห่งนี้ราวกับกระแสน้ำ
นางถูกผลักไสให้ไปเบียดกับหญิงสาวในสกุลที่แต่งกายแพรวพราวด้วยอัญมณีทองคำตรงลานหน้าจวน ผ้าคลุมหน้าสีแดงร่วงหล่นลงในที่สุด ที่มองเห็นคือคมดาบอันเยือกเย็น และใบหน้าซีดเซียวสิ้นหวังนับไม่ถ้วน
ซ่งหมิงเยว่หอบหายใจ กวาดตามองกลุ่มคนแปลกหน้า ผู้เป็นหัวหน้าคือสตรีในชุดหรูหราวัยสี่สิบกว่า หน้ากลมตาตี่ บัดนี้เครื่องแต่งหน้าละลายเป็นก้อน สตรีสองนางประคองอยู่ ตัวสั่นเทาไม่หยุด
นี่คือหวังซื่อ ภรรยาคนใหม่ของเจิ้นหยวนโหวเสิ่นเว่ย หวังหรูจิ่น เมื่อวานนางนำของสำคัญแทนตัวเจิ้นหยวนโหวมาที่จวน ก็คือ “แม่สามี” ผู้นี้เองที่จับมือนางพลางยิ้มจนฟันแทบหลุด จัดแจงงานสมรสนี้โดยพลันในคืนนั้น
ด้านข้างยังมีผู้คนคุกเข่าอีกกลุ่มใหญ่ ทั้งชายหญิงคนแก่เด็ก เกรงว่าจะหลายสิบชีวิต
ดูจากการแต่งกายแล้ว มีทั้งนายท่านและฮูหยินจากเรือนอื่น คุณชายคุณหนู อีกทั้งบ่าวสาวและยายเฒ่านับไม่ถ้วน ราวกับยกรวมกั๋วฝู่ (จวนกิตติมศักดิ์) ในความฝันเรือนแดงย้ายมาอยู่ที่นี่
ส่วน “เจ้าบ่าว” ของนาง บัดนี้กำลังคุกเข่าอยู่หัวแถวของบุรุษ
ซ่งหมิงเยว่หรี่ตามองไป
คนผู้นั้นสวมชุดมงคลสีแดงสด ปกเสื้อบิดเบี้ยว เผยให้เห็นลำคอซีดขาวส่วนหนึ่ง เขาคุกเข่าอย่างปล่อยตามสบาย ถึงขั้นเอียงกระเท่เร่ ดูคล้ายเอนกายลงบนเตียงอย่างเกียจคร้านมากกว่า
ทว่าใบหน้ากลับงดงามเสียจนเต็มที เป็นรูปโฉมที่ผู้ใดได้เห็นแล้วก็ต้องรู้สึกว่าจับจิตจับใจดุจต้องมนตร์สะกด ยามคิ้วตาระยิบระยับคล้ายจะทำให้กระดูกแห้งลุกขึ้นมาร่ายรำบนฝ่ามือได้ สันจมูกโด่งสง่า แต่ปลายจมูกกลับระเรื่อสีชมพูเล็กน้อย ราวกับยอดท้อแรกแย้มในเดือนสาม ทั้งเย้ายวนเป็นเลิศและอาบไปด้วยไอชั่วร้าย
คนทั้งลานหรือตื่นตระหนก หรือสิ้นหวัง มีเพียงเขาผู้นี้ที่ค่อยๆ ยกมือขึ้นปิดริมฝีปากอย่างเชื่องช้า กระแอมเบาๆสองครั้ง แล้วยังคงทอดสายตาหงส์ลงต่ำ เพ่งมองวัชพืชตามรอยแตกของแผ่นศิลาเขียว ราวกับมหกรรมริบทรัพย์เบื้องหน้านี้ ไม่สู้มดตัวหนึ่งที่ไต่ขึ้นใบหญ้าจะน่าสนใจเสียอีก
นี่คือเสิ่นจิงหลาน
สวะอันดับหนึ่งลือชื่อแห่งเมืองหลวง แม้หมอหลวงเคยลงความเห็นว่าในครรภ์มีพิษแต่กำเนิด มีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินยี่สิบห้า ทว่ามิได้ทำให้เขาเสียเวลาดื่มสุราฟังดนตรี พนันเงินชนไก่แต่อย่างใด
ซ่งหมิงเยว่รู้สึกเยียบเย็นในใจ
นางสวมวิญญาณมาในโลกนี้สิบเจ็ดปี จากแชมป์วรยุทธสมัยใหม่กลายเป็นธิดาโจรร้างของจอมยุทธแห่งหมู่บ้านชางอวิ๋น มือจับอะไรก็ไม่ถนัด ไหล่แบกอะไรก็ไม่ไหว มีชีวิตอยู่อย่างอัดอั้นสิบเจ็ดปี
สามเดือนก่อน เจิ้นหยวนโหวเสิ่นเว่ยคุมกองทัพปิดล้อมภูเขาเพื่อเกลี้ยกล่อมให้สวามิภักดิ์ บิดาซ่งเถี่ยซานตอบรับเงื่อนไข สองตระกูลเสิ่นซ่งเกี่ยวดองสมรส นางแต่งเข้าจวนโหวเป็นชายาเซี่ยวจื่อ (รัชทายาท)
นางนำสินเดิมสิบบุ้งกี๋ ติดตามคณะส่งตัวเจ้าสาวเดินทางสามเดือนจึงถึงเมืองหลวง
เมื่อวานเข้ากรุง หวังซื่อกระตือรือร้นเกินไป กลางคืนก็จัดแจงโถงพิธี เช้านี้ให้นางแต่งกายพร้อมสรรพ บอกว่าเซี่ยวจื่อจะกลับมาจากข้างนอกเดี๋ยวนี้เพื่อเข้าพิธี นางแม้รู้สึกเร่งรีบ หากก็นึกว่าเป็นธรรมเนียมของเมืองหลวง
แล้วผลเล่า?
เซี่ยวจื่อถูกลากออกมาจากโรงงิ้ว คนยังคุกเข่าไม่ทันมั่น ราชโองการริบทรัพย์ก็มาถึง
“คุกเข่าให้ดี!”
แม่ทัพสวมเกราะดำผู้หนึ่งก้าวเท่าใหญ่ๆ มาถึงกลางลาน กวาดตามองผู้คนเต็มลาน สุดท้ายจับจ้องที่ใบหน้าหวังซื่อ ยิงฟันยิ้ม เผยให้เห็นฟันขาวเย็นยะเยือก
“โหวฮูหยิน ยังสบายดีอยู่หรือไม่”
หวังซื่อสั่นเทาไปทั้งร่าง ริมฝีปากสั่นระริกไม่อาจพูดอะไรได้
ซ่งหมิงเยว่เมื่อคืนได้ซักถามจากสาวใช้ในเรือนเล็กมามาก นอกเหนือจากเซี่ยวจื่อเป็นคนป่วยใกล้ตายแล้ว ก็คือความสัมพันธ์โยงใยดั่งรากไม้ในเมืองหลวง
แม่ทัพนี้แซ่เจ้า ชื่อเจ้าอู่เต๋อ เคยเป็นรองแม่ทัพของท่านโหวเฒ่าเสิ่นเว่ย สามปีก่อนถูกเสิ่นเว่ยลงโทษตามวินัยทหารเพราะยักยอกเบี้ยเลี้ยง ทุบด้วยพลองแปดสิบทีแล้วขับไล่ออกจากกรมกอง
บัดนี้ดูแล้ว คงจะเกาะกิ่งไม้ใหญ่ได้ จึงกลับมาแก้แค้น
ท่านผู้บัญชาการเจ้าโบกมือ: “ค้น! ของมีค่าขนออกไปให้หมด สตรีในครอบครัวแยกกันดูแล...”
เขาหยุดชะงัก กวาดตามองหญิงสาวเหล่านั้น รอยยิ้มแปดเปื้อนไปด้วยความต่ำช้า: “พี่น้องก็เหนื่อยกับการริบทรัพย์ ครอบครัวผู้กระทำผิดเหล่านี้... ควรจะ ‘ปรนนิบัติ’ พวกเราสักหน่อย”
สิ้นคำ ทหารหลายนายก็ยิงฟันยิ้ม เดินไปยังกลุ่มสตรี
“พวกเจ้าจะทำอะไร!” หญิงสาวในชุดกระโปรงสีเขียวนวลกรีดร้องขึ้น ดูอายุราวสิบห้าสิบหก น่าจะเป็นคุณหนูในจวน
“ทำอะไร?” ทหารนายหนึ่งเอื้อมมือไปกระชากเสื้อนาง “คุณหนูอย่าได้กลัว พี่จะรักเจ้าเอง...”
“ถอยไป!”
เสียงตวาดเกรี้ยวกราดแทรกด้วยอาการไอ
ซ่งหมิงเยว่เงยหน้าขึ้น เห็นเซี่ยวจื่อผู้อ่อนแอซึ่งเอียงกะเท่เร่คุกเข่ามาตลอด กลับดิ้นรนลุกขึ้นยืน
เขาสวมพันธนาการหนักที่คอและมือแล้ว กิริยาท่าทางงุ่มง่ามน่าหวาดหวั่น กระนั้นก็ยังเซถลาไปชนทหารผู้นั้น
เขาผอมเกินไป ชุดมงคลห้อยรุ่งริ่งอยู่บนร่าง พุ่งเข้าไปเช่นนี้มิคล้ายโจมตี หากคล้ายโผเข้าหาอ้อมกอด
ทว่าก็คือการชนอันอ่อนปวกเปียกนี้เอง ที่ชนทหารผู้นั้นให้เซถอยไปก้าวหนึ่ง
“...จิงหลาน!” หวังซื่อแหกเสียงร้อง
ทหารผู้นั้นโกรธอับอาย หันกลับมาใช้เท้าเตะอย่างแรงใส่ท้องเสิ่นจิงหลาน
“ตึง!”
เสิ่นจิงหลานทั้งร่างปลิวลอยออกไปราวกับผ้าขี้ริ้ว กระแทกอย่างแรงลงบนแผ่นศิลาเขียว พันธนาการกระแทกพื้นเกิดเสียงเสียดแทงแก้วหู เขาขดตัว ไออย่างรุนแรง แต่ละครั้งเหมือนจะไอจนปอดหลุดออกมา ใบหน้าซีดเซียวพลันเกิดสีแดงระเรื่ออย่างผิดปกติ
ทว่าเขาก็ไออยู่อย่างนี้ ดวงตายังคงจ้องเขม็งไปที่พวกทหาร พ่นคำพูดจากไรฟันว่า: “อัปรีย์... ไอ้สัตว์...”
เสียงอ่อนล้า ทว่าชัดแจ๋ว
“เซี่ยวจื่ออารมณ์ร้ายนักนะ” ท่านผู้บัญชาการเจ้าเดินเนิบๆ ไป ยกเท้าขึ้น ฝ่าเท้าบดขยี้นิ้วมือของเสิ่นจิงหลาน “น่าเสียดาย เจ้าตอนนี้ก็เป็นแค่นักโทษ”
เสียงเบาๆ ของข้อนิ้วที่ถูกบดขยี้ทำให้รู้สึกเสียวฟัน
เสิ่นจิงหลานเหงื่อเย็นซึมที่หน้าผาก ลมหายใจยิ่งรัวเร็วขึ้น หากก็ฝืนไม่ร้องอะไร มีเพียงดวงตาที่แดงก่ำเพราะไอคู่นั้น จ้องเขม็งไปที่ท่านผู้บัญชาการเจ้า มีบางสิ่งแวบวาบในดวงตา
ซ่งหมิงเยว่เห็นแล้ว คือเจตนาฆ่าที่เยือกเย็นถึงที่สุด
ทว่าเพียงชั่วพริบตา ก็ถูกอาการไอที่รุนแรงกว่ากลบฝัง เขาไอจนตัวสั่นไปทั้งร่าง ราวชั่วอึดใจถัดไปก็จะสิ้นลม
เสียงร้องไห้ของพวกผู้หญิงดังมากขึ้นเรื่อยๆ มือของพวกทหารเริ่มฉีกทึ้งชุดกระโปรง มีแขนเสื้อของคุณหนูถูกฉีกขาด เผยให้เห็นแขนเรียวขาวช่วงหนึ่ง
ความสิ้นหวังราวกับกระแสน้ำเยือกเย็น ท่วมท้นทั้งลานหน้า
ซ่งหมิงเยว่คุกเข่าอยู่ในฝูงชน นิ้วมือข่วนเข้าไปในฝ่ามือ ร่างกายของนางสั่นเทา ไม่ใช่กลัว แต่เป็นโทสะ
ร่างกายนี้คือสภาพของสตรีในห้องหับทั่วไป เดินไม่กี่ก้าวก็หอบ ยกน้ำถังหนึ่งก็ยาก
นางหวนคิดถึงร่างในยุคปัจจุบันที่ฟันอิฐผ่าหินได้ ยิ่งคิดถึงกระบี่ใหญ่ที่บิดามอบให้ รุ่นเดียวกันกับกวนอู หนักแปดสิบสองชั่ง
บิดามักกล่าวว่า หากหมิงเยว่เกิดในยุคโบราณ คงได้เป็นแม่ทัพหญิงขี่ม้าถือกระบี่
หากกระบี่ยังอยู่ในมือ...
นางกำลังคิด จู่ๆ สายตาก็หยุดนิ่ง
บนโต๊ะธูปเทียนในโถงพิธี เทียนแดงลุกโชน ทว่าตรงกลางมิได้ตั้งป้ายฟ้าดินเช่นครัวเรือนทั่วไป หากตั้งกระบี่เล่มหนึ่ง
กระบี่ยาวด้ามใหญ่เล่มหนึ่ง
ด้ามกระบี่สีดำสนิท ใบกระบี่เรียวยาว ใต้แสงเทียนสะท้อนแสงสีเขียวหม่นทะมึน คมกระบี่ยังไม่ได้ลับ หากกลับมีไอสังหารเยือกเย็นในตัว
นั่นคือกระบี่ของโหวเสิ่นเว่ย
เพราะวันนี้เขากลับมาไม่ทัน หวังซื่อจึงยึดตามธรรมเนียมของ “ตระกูลนักรบ” นำกระบี่คู่กายของเจ้านายตั้งไว้หน้าโถง ทำหน้าที่แทนบิดามารดา
และรูปแบบของกระบี่เล่มนั้น ทำให้ลมหายใจของซ่งหมิงเยว่ชะงักค้าง
เหมือนกับของนางในชาติก่อนไม่มีผิด
ในชั่วขณะนี้เอง ภายในร่างคล้ายมีบางสิ่งดัง “แก๊ก” แตกสลาย
กระแสลมร้อนแรงระเบิดออกจากตันเถียน ในพริบตาไหลทะลักไปทั่วร่าง
กระดูกและเส้นเอ็นที่อ่อนแอไร้เรี่ยวแรงตลอดสิบเจ็ดปี ราวกับต้องฝนหลั่งกลางภัยแล้ง ส่งเสียงร้องอย่างละโมบโลภ กล้ามเนื้อกำลังฟื้นคืน เลือดกำลังเดือดพล่าน ท่วงท่าฝีมือที่ฝังลึกในความทรงจำ ดั่งกระแสน้ำที่ถูกปลดปล่อย ระเบิดซัดเข้าไปในทุกส่วนของร่าง
พลังที่จากห่างไปนาน หวนกลับคืนมาแล้ว
“อ๊า!”
เสียงกรีดร้องของเด็กสาวดึงนางกลับสู่ความเป็นจริง
ทหารนายหนึ่งได้กระชากเสื้อนอกของคุณหนูผู้หนึ่งจนหลุดออกหมดแล้ว กำลังยิ้มเหี้ยมจะดึงสายรัดเสื้อชั้นในของนาง
ซ่งหมิงเยว่ลุกขึ้นผลุนผลัน
ชายกระโปรงชุดเจ้าสาวถูกนางฉีกออกด้วยมือเดียว หลายก้าวทะยานเข้าไปในโถงพิธี
“เจ้าจะทำอะไร!” มีทหารพยายามขวาง
ซ่งหมิงเยว่ไม่แม้แต่จะมอง ยกมือผลัก ทหารผู้นั้นกลับปลิวออกไปราวกับทำจากกระดาษถึงสองสามวา กระแทกเสาหมดสติไป
คนเต็มลานตะลึงงันไปหมด
แม้แต่พวกทหารที่กำลังก่อความทรุณยังหยุดมือลง หันมามองเจ้าสาวที่ปะทุโกรธขึ้นมาโดยพลันผู้นี้