โจวมิงไห่กำโทรศัพท์แน่น สมองราวกับถูกบางอย่างกระแทกเข้าอย่างแรง
เขานึกถึงคำพูดที่โจวเนี่ยนพูดกับเขาเมื่อวาน ตอนถูกไล่ออกจากฝูหมานโหลวและยืนหันกลับมาที่หน้าประตู
ตอนนั้นเขาไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยสักนิด แค่คิดว่าเป็นคำพูดแข็งกร้าวของเด็กสาวที่ถูกไล่ออกจากบ้านเท่านั้น
เธอพูดว่าอะไรนะ?
“วันนี้คุณไล่ฉันออกจากบ้านเหมือนขยะ อีกไม่เกินสามวัน คุณจะตามหาฉันไปทั่ว แล้วอ้อนวอนให้ฉันกลับมา”
เวลานี้ เขากำโทรศัพท์แน่น ฟังเสียงลูกสาวที่พูดอย่างไม่รีบร้อนจากปลายสาย จู่ ๆ ก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง
“ภายในสามวัน” ที่เธอพูดถึง ตอนนี้เพิ่งผ่านไปวันเดียว หรือพูดให้ถูกคือยังไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง เขาก็ต้องก้มหัวอ้อนวอนให้เธอกลับมาแล้ว
ทุกคำที่เธอพูดราวกับสลักไว้ล่วงหน้า ไม่มีคำไหนคลาดเคลื่อนเลย
โจวมิงไห่รู้สึกเหมือนมีสำลีเปียกก้อนหนึ่งอุดอยู่ในลำคอ คำพูดที่เพิ่งหลุดปากไปว่า “รีบกลับมาเถอะ” กับ “ลูกคือความภาคภูมิใจของตระกูลโจว” จู่ ๆ ก็กลายเป็นคำพูดที่ร้อนจนแทบเอ่ยไม่ออก
ลูกสาวที่เขาเคยคิดว่าจะดุด่า ดูแคลน เรียกมาก็มา ไล่ไปก็ไปได้ตามใจ ดูเหมือนจะไม่เคยเป็นอย่างที่เขาคิดเลย
เธอไม่ได้เป็นแค่ที่หนึ่งของประเทศเท่านั้น
ดูเหมือนว่าเธอจะ... เก่งกาจกว่าที่เขาจินตนาการไว้มากนัก
เมื่อคิดถึงตรงนี้ โจวมิงไห่ก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามกดเสียงที่ตึงเครียดให้กลับมาเป็นปกติ ราวกับต้องการกลืนความอับอายทั้งหมดลงท้อง
“อันอัน... พ่อแพ้แล้ว ต่อให้พ่อต้องอ้อนวอน ลูกกลับบ้านได้ไหม?”
ปลายสายยังคงเงียบ ไม่มีเสียงตอบรับ
ความเงียบเพียงไม่กี่วินาทีกลับยืดยาวราวกับไม่มีที่สิ้นสุด
นานจนหัวใจของโจวมิงไห่ค่อย ๆ กระตุกขึ้นมาอีกครั้ง นานจนเขาแทบอยากเอ่ยปากอ้อนวอนซ้ำอีกหน
แล้วปลายสายก็พูดขึ้นในที่สุด น้ำเสียงมีแววอ่อนลงเล็กน้อย
แต่เบื้องหลังช่องว่างเล็ก ๆ นั้นคือเส้นแบ่งที่ขีดไว้แล้ว ไม่มีทางยอมถอยแม้แต่ครึ่งก้าว
