ทางซ้ายของโต๊ะเป็นครอบครัวของลุงใหญ่เฉินวั่ง จากที่สังเกตมาหลายวัน ลุงใหญ่เฉินโส่วเหวินกับป้าสะใภ้ใหญ่หลิวตงผิงต่างก็เป็นคนซื่อสัตย์ขยันขันแข็ง และเอ็นดูเฉินวั่งไม่น้อย ดูจากสีหน้าตอนนี้ พวกเขาคงผิดหวังไม่น้อยที่ตระกูลเฉินไม่ได้มีเด็กผู้ชายเพิ่มอีกคน
ลูกสาวสองคนของพวกเขาคือเฉินหลินกับเฉินหมิ่น เฉินหลินเป็นลูกคนโตของตระกูลเฉิน ปีนี้อายุ 17 แล้ว นิสัยซื่อสัตย์และขยันขันแข็งเหมือนพ่อแม่
ส่วนเฉินหมิ่น เธอเป็นลูกคนที่สามของตระกูลเฉิน ปีนี้เพิ่งอายุ 13 ปี เรื่องนิสัยของเธอ เฉินวั่งขอไม่พูดถึงแล้วกัน
ที่จริงเขาคิดว่าเฉินหมิ่นเหมาะจะเป็นลูกบ้านสามมากกว่า เขารู้สึกว่าสะใภ้สามเจิงเยี่ยนเป็นคนทะเยอทะยานและมีความคิดเป็นของตัวเองไม่น้อย
เฉินเหม่ยเฟิ่งวัย 14 ปี กับเฉินจินเฟิ่งที่เพิ่งอายุ 9 ขวบเป็นลูกของอาสาม เฉินเหม่ยเฟิ่งร่าเริงสดใสไร้เดียงสา ส่วนเฉินจินเฟิ่งค่อนข้างขี้อายและร้องไห้ง่าย แต่โดยรวมแล้วทั้งคู่ก็ไร้เดียงสา ไม่เหมือนเด็กที่เลี้ยงดูมาในบ้านสามเลย
เฉินโส่วหมิง อาสามของเฉินวั่ง เป็นคนเดียวในบ้านที่ทำงานเป็นลูกจ้างอยู่โรงงานอิฐและกระเบื้องของคอมมูน แต่ค่าตอบแทนของลูกจ้างคนนี้แน่นอนว่าไม่เหมือนกับคนงานในเมืองจริง ๆ
ในยุคนี้ คอมมูนสามารถประกอบอาชีพเสริมได้เอง เช่น งานขนถ่ายและขนส่ง การเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ คอมมูนหย่งซิงก็เลยตั้งโรงงานเผาอิฐขึ้นมาเอง อาสามโชคดี ตอนโรงงานอิฐและกระเบื้องเปิดรับคนครั้งแรกก็ได้รับเลือก
ถึงทะเบียนบ้านจะยังเป็นทะเบียนบ้านชนบท แต่อย่างน้อยก็มีเงินเดือน เดือนละ 25 หยวน ซึ่งถือเป็นรายได้ไม่น้อยในชนบทแล้ว
เพราะอย่างนั้น สองสามีภรรยาจึงมีความมั่นใจ และเป็นบ้านเดียวที่กล้าคัดค้านการตัดสินใจของคุณปู่เฉิน
แน่นอนว่าเพราะยังไม่ได้แยกบ้าน เงินเดือนของอาสามทุกเดือนจึงต้องส่งให้คุณย่าเฉิน นี่อาจเป็นเหตุผลที่สะใภ้สามของเฉินวั่งมีความคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ในใจ
อย่างไรเสีย ถ้าแยกบ้านกัน ครอบครัวอาสามก็น่าจะมีชีวิตความเป็นอยู่ดีที่สุด
ที่จริงตระกูลเฉินถือว่ามีสมาชิกมากทีเดียว นับรวมสะใภ้สามที่ยังอยู่ไฟกับลูกสาวตัวน้อยที่เพิ่งเกิด ก็มีทั้งหมด 14 คน แค่กินข้าวแต่ละมื้อก็ต้องเอาโต๊ะสองตัวมาต่อกันถึงจะนั่งได้ครบ
แต่ในชนบทที่ยังมีความคิดแบบศักดินา ต่อให้มีลูกสาวกี่คนก็สู้มีลูกชายคนเดียวไม่ได้ คนนอกคงพูดว่าตระกูลเฉินโชคร้ายสุด ๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะยุคสมัยนี้มีข้อจำกัด คุณปู่เฉินกับคุณย่าเฉินคงอยากย้ายหลุมศพบรรพบุรุษและแก้ฮวงจุ้ยกันไปแล้ว
ตระกูลเฉินยังไม่ได้แยกบ้าน เรื่องใหญ่ในบ้านคุณปู่เฉินเป็นคนตัดสินใจ ส่วนอำนาจเด็ดขาดบนโต๊ะอาหารย่อมเป็นของคุณย่าเฉิน
คุณย่าลงมือตักข้าวเอง หลังตักให้คุณปู่แล้วจึงตักให้ตัวเองกับลูกชายทั้งสามคน คนละชามพูน ๆ จากนั้นค่อยตักให้สะใภ้สองคนที่นั่งอยู่บนโต๊ะ คนละชามเกือบเต็ม พอถึงคิวลูกพี่ลูกน้องหญิงทั้งสี่คน แต่ละคนก็ได้ข้าวไปเพียงครึ่งชามนิด ๆ แล้ว
แน่นอนว่าข้าวของเฉินวั่งถูกตักเตรียมไว้ให้ตั้งแต่แรก และในชามไม่มีมันเทศแม้แต่ชิ้นเดียว
วันนี้บนโต๊ะมีเพียงเฉินวั่งที่ได้ซุปไก่ซึ่งต้มเป็นพิเศษให้คนเพิ่งคลอด ในซุปยังมีน่องไก่ชิ้นใหญ่พิเศษอยู่ด้วย ทุกคนมีสีหน้าสงบนิ่งกับการดูแลเป็นพิเศษเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าชินกันแล้ว มีเพียงเฉินหมิ่นที่ทำหน้าขุ่นเคือง
พอคุณปู่เฉินพูดว่า “กินข้าวกันได้” ทุกคนในตระกูลเฉินจึงเริ่มลงมือกิน
แต่เฉินวั่งมองน่องไก่ในชามแล้วก็ไม่กล้าคีบ แม้จะอยากกินจนแทบทนไม่ไหว แต่จะไปแย่งน่องไก่จากคนเพิ่งคลอดกินก็…
ช่างเถอะ เขายังไม่ได้หิวถึงขนาดนั้น
เฉินวั่งจึงทำเป็นมองไม่เห็นน่องไก่ แล้วก้มหน้าก้มตากินข้าวอย่างเดียว
แต่อาสามเฉินโส่วหมิงที่นั่งอยู่เยื้องตรงข้ามเขากลับไม่มีทีท่าจะลงมือกิน
“ลูกสาม กินข้าวได้แล้ว” คุณย่าเฉินพูดอีกครั้ง เฉินโส่วหมิงถึงได้ดึงสติกลับมาและเริ่มกินข้าว
