เว่ยจวินหนิงเดินลงบันไดอย่างกระฉับกระเฉง ในหัวมีแต่แผนแสบ ๆ ที่จะง้างปากลูกพี่ลูกน้องให้พูดออกมา พอถึงสองขั้นสุดท้าย เธอก็กระโดดลงไป แต่รองเท้าแตะลื่นเกินไป จึงล้มคว่ำลงกับพื้นดังตุ้บ
เธอรีบเงยหน้ามอง พอเห็นว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้นจึงค่อยลุกขึ้น แล้วเดินกะเผลกไปทางโซฟา
ตอนนั้นเอง เว่ยจวินหนิงตาไวเห็นศีรษะสีดำสนิทโผล่พ้นพนักโซฟา จึงเดินอ้อมไปมองให้ชัด
ลูกพี่ลูกน้อง?
เขานั่งหลังตรงอยู่บนโซฟา กอดอกแน่น ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง เพียงช้อนตามองเธอแวบหนึ่งอย่างไร้อารมณ์ก็เบือนสายตาหนีไปอย่างรวดเร็ว แบทเทิลนั่งหมอบเงียบ ๆ อยู่ข้างกายเขา เงียบผิดวิสัย
เข่าของเว่ยจวินหนิงหายเจ็บเป็นปลิดทิ้ง หลังที่งอก็พลันเหยียดตรง
“ฮ่า ๆ อรุณสวัสดิ์ ลูกพี่ลูกน้อง ตื่นเช้าจังเลยนะ”
ริมฝีปากของหลิ่งอี้จือขยับโดยไม่รู้ตัว แต่เขากลับไม่พูดอะไรสักคำ
“กินมื้อเช้าหรือยัง?”
“……”
“ยังสินะ อยากกินอะไรก็บอกพี่สาวนะ เอ๊ะ ช่างเถอะ ฉันก็ทำอาหารไม่เป็น งั้นพาไปบ้านเจียงซินซินหาอะไรกินดีกว่า ว่าแต่รู้จักเจียงซินซินไหม?”
“……”
“ไม่รู้จักสินะ เจียงซินซินเป็นเพื่อนสนิทของฉัน คนที่เรียกเธอว่าลูกพี่ลูกน้องตอนอยู่บ้านเราเมื่อวานไง เราเรียนห้องเดียวกันมาตั้งแต่เด็ก สนิทกันมากเลย ช่วงนี้หล่อนกำลังหัดทำอาหาร ฉันพาเธอไปให้กำลังใจหน่อย หล่อนต้องดีใจแน่ ๆ ที่เธอไป”
“……”
หัวคิ้วของหลิ่งอี้จือกระตุกนิด ๆ เขาข่มใจไม่ให้ตอบโต้ท่ามกลางคำพูดพรั่งพรูของพี่สาวลูกพี่ลูกน้องที่ถามเองตอบเอง จนกระทั่งเว่ยจวินหนิงพูดขึ้นอีกว่า “อยากไปสินะ งั้นไปกันเลย! ไป!”
ทนไม่ไหวแล้ว
ไม่อย่างนั้นก็ปล่อยให้เธอหาเงินก้อนนี้ไปเถอะ
หลิ่งอี้จือคิดเช่นนั้น
เว่ยจวินหนิงเริ่มเรียกแบทเทิล ตั้งใจจะพาเจ้าหมาน้อยไปด้วย ทว่าครู่ต่อมาเสียงเคาะกังวานสองครั้งก็ดึงความสนใจเธอไป เธอหันกลับไปเห็นหลิ่งอี้จือถือปากกาด้ามหนึ่งซึ่งวาววับด้วยประกายโลหะสีเงิน พอเห็นเธอมองมา เขาก็เคาะโต๊ะกลางอีกครั้ง เป็นสัญญาณว่าเธอไม่ได้หูฝาด
บนโต๊ะกลางมีกระดาษร่างยับยู่ยี่วางอยู่หลายแผ่น หลิ่งอี้จือก้มหน้าลงเริ่มเขียน
ไม่นานเขาก็ยื่นกระดาษร่างให้
เว่ยจวินหนิงรับมา บนกระดาษมีเพียงตัวโต ๆ สองตัวว่า: ไม่ไป
พอเข้าใจอะไรบางอย่าง เว่ยจวินหนิงก็เบิกตากว้างทันที เธอเงยหน้ามองหลิ่งอี้จืออย่างไม่อยากเชื่อ ภายใต้คิ้วที่ขมวดมุ่นและสายตาฉงนของเขา เธอเริ่มตัวสั่นเบา ๆ
หลิ่งอี้จือก้มหน้าวาดเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่เพิ่มอีกตัว
นี่เป็นวิธีสุดบรรเจิดที่เขาคิดขึ้นมาเฉพาะหน้า ไม่อยากพูดก็ยังสื่อสารได้ ที่สำคัญ ลายมือของเขายังสวยใช้ได้ด้วย
หลิ่งอี้จือชื่นชมตัวอักษรคำว่า “ไม่ไป” ที่ตัวเองเขียนอีกครั้ง ก่อนจะขมวดคิ้วขึ้นมาอย่างฉับพลัน ตัวอักษรสองตัวนี้ดูเหมือนจะยังแสดงฝีมือลายมือของเขาได้ไม่ดีพอ เขาตั้งใจว่าจะรอให้พี่สาวพูด แล้วค่อยเขียนเพิ่มอีกสักหลายคำ
ทำไมพี่สาวถึงเงียบไปล่ะ?
หลิ่งอี้จือเงยหน้าสบตาเว่ยจวินหนิง
วินาทีถัดมา เว่ยจวินหนิงก็หันหลัง ลากขาที่ไม่ค่อยคล่องแคล่ววิ่งไปทางบันได พร้อมตะโกนเสียงดังจนเสียงเพี้ยน “อ๊า—เว่ยจวินป๋อ ตื่นเร็ว! ตื่นเร็ว! ลูกพี่ลูกน้องพูดไม่ได้แล้วทำยังไงดี! เขาเปล่งเสียงออกมาไม่ได้สักคำ เอาแต่เขียน ๆ ๆ ลงบนกระดาษ!”
ปากกาที่หลิ่งอี้จือถืออยู่หล่นกระทบพื้นดังแกร๊ง เขาหลับตาลงอย่างสิ้นหวังท่ามกลางเสียงตะโกนร้อนรนของเว่ยจวินหนิง
สามนาทีต่อมา
เว่ยจวินหนิงลากเว่ยจวินป๋อที่ยังงัวเงียและทำหน้ามึนลงมาชั้นล่าง ทั้งสองยืนขนาบซ้ายขวา จ้องเขาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ไม่รู้ทำไมเว่ยจวินหนิงถึงรู้สึกว่าใบหน้าของลูกพี่ลูกน้องดูเย็นชากว่าเดิม ทั้งเย็นชา ทั้งดุ
เว่ยจวินป๋อเรียกอย่างสั่น ๆ ว่า “พี่ชาย?”
ไม่มีใครตอบ
เว่ยจวินหนิงพูดว่า “ลูกพี่ลูกน้อง! ลูกพี่ลูกน้อง! เกิดอะไรขึ้น เมื่อวานยังพูดได้ตั้งสองคำ ทำไมวันนี้เขียนได้อย่างเดียวแล้วล่ะ?”
เธอเคยเห็นในละครโทรทัศน์กับโฆษณา ว่ามีแต่คนที่พูดไม่ได้เท่านั้นถึงจะเขียนสื่อสาร เมื่อรวมสถานการณ์ทั้งหมดของลูกพี่ลูกน้องแล้ว เว่ยจวินหนิงก็ไม่อยากเชื่อข้อเท็จจริงนี้เลย
“ปากกา ปากกาอยู่ไหน?” เว่ยจวินหนิงอยากให้เขาเขียน แต่กลับหาปากกาไม่เจอ เธอมองซ้ายมองขวา กว่าจะก้มลงเห็นมันอยู่บนพื้น
เว่ยจวินหนิงยัดปากกาใส่มือหลิ่งอี้จือ แล้วดึงกระดาษออกมาแผ่นหนึ่ง รับรองหนักแน่นว่า “เขียนเลย อยากพูดอะไรก็เขียนมา ไม่เป็นไร พี่สาวอ่านหนังสือออก”
เว่ยจวินป๋อยืนนิ่งงัน ก่อนจะพูดขึ้นมาทันทีว่า “เว่ยจวินหนิง พี่ชายพูดไม่ได้แล้ว เงินหนึ่งหยวนของเราจะทำยังไง? ฉันอยากซื้อขนมแท่งรสเผ็ด”
เขายังจงใจลดเสียงลง กระซิบด้วยเสียงลม
แต่ทุกคำกลับเข้าหูหลิ่งอี้จือที่ได้ยินไวอย่างชัดเจน
หลิ่งอี้จือทำหน้าตึง เย็นชาเสียยิ่งกว่าน้ำแข็ง
หึ
เขากลายเป็นใบ้แล้วแท้ ๆ
ยังคิดถึงเงินหนึ่งหยวนอีก
ยังคิดถึงขนมแท่งรสเผ็ดอีก
——
ช่วงนี้เจียงอวิ๋นซินกำลังหัดทำอาหาร เธอยังเด็กและตัวไม่สูง จึงต้องยืนบนเก้าอี้เตี้ย ๆ ใช้เตาแม่เหล็กไฟฟ้า ถึงยังทำเมนูยาก ๆ ไม่เป็น แต่ตอนนี้ทอดไข่ดาวได้แล้ว ไข่เหลืองกรอบนอกนุ่มใน หน้าตาดูดีทีเดียว
เธอตั้งใจจะทอดเพิ่มอีกหลายฟองให้เว่ยจวินหนิงลองชิม
เว่ยจวินป๋อก็ต้องได้ด้วย ไม่อย่างนั้นคงร้องไห้
ลูกพี่ลูกน้องก็เอาไปให้สักฟองแล้วกัน
เธอคิดไปพลางทอดไปพลาง คุณย่าเจียงสงสัยว่าทำไมหลานยังอยู่ในครัว เสียงเตาแม่เหล็กไฟฟ้าก็ดังไม่หยุดเสียที พอเดินเข้าไปในครัวเห็นไข่ดาวกองเต็มจานหลายใบ ดวงตาก็มืดวูบ
“เจียงซินซิน ติดใจทอดไข่ดาวหรือไง? ทอดเยอะขนาดนี้จะกินหมดเรอะ ไข่ไก่ไม่ต้องจ่ายเงินหรือไง?”
เพิ่งถูกคุณย่าไล่ออกจากครัว เสียงกริ่งหน้าประตูก็ดังติดกันหลายครั้ง ตามด้วยเสียงเคาะประตูและเสียงตะโกนของเว่ยจวินหนิง “เจียงซินซิน—”
เจียงอวิ๋นซินวิ่งไปเปิดประตู ยังไม่ทันได้พูดก็ถูกคำพูดของเว่ยจวินหนิงทำเอาตะลึง
“ลูกพี่ลูกน้องพูดไม่ได้แล้ว!”
——
หลิ่งอี้จือนั่งนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนโซฟา ได้ยินเสียงโหวกเหวกของพี่สาวลูกพี่ลูกน้องตั้งแต่ไกล ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเธอออกไปตามคนมาอีกแล้ว เขาเปิดเปลือกตาขึ้น มองไปทางประตูแวบหนึ่ง
ด้านหลังพี่สาวมีเด็กสาวคนหนึ่งตามมาด้วย เธอสวมกระโปรงสีขาวลายดอกไม้ ใบหน้ากลม ตาโต ขนตายาว รวบผมหางม้าข้างเอียง ๆ ในมือประคองจานไข่ดาวสีเหลืองทองที่ทอดจนเกรียมนิด ๆ
เป็นพี่สาวปลอม ๆ คนเดิมที่เรียกเขาว่าลูกพี่ลูกน้องเมื่อวาน
เป็นเจียงซิงซิงที่พี่สาวตัวจริงพูดถึง
เว่ยจวินหนิงรีบเดินเข้ามาหยิบกระดาษบนโต๊ะขึ้นมาแล้วพูดว่า “ตั้งแต่เช้าลูกพี่ลูกน้องก็พูดไม่ได้แล้ว เอาแต่เขียน เมื่อกี้แม้แต่เขียนก็ไม่เขียนแล้ว ฉันถามตั้งหลายอย่าง เขาเขียนมาแค่สามตัว ลูกพี่ลูกน้องกำลัง… คำนั้นเรียกว่าอะไรนะ หมายถึงคนที่ยิ่งนานไปก็ยิ่งโง่ลงน่ะ”
หลิ่งอี้จือชินชากับคำพูดของพี่สาวไปแล้ว
จากนั้นเขาก็เห็นพี่สาวปลอมอ้าปากหุบปาก สีหน้าเคร่งขรึม เอ่ยออกมาสองคำว่า “พัฒนาการถดถอย”
“……”
เว่ยจวินหนิงยังคล้อยตามอีกว่า “ใช่! คำนั้นแหละ!”
“ลูกพี่ลูกน้องพัฒนาการถดถอยหรือเปล่า? เออใช่ ๆ สามตัวที่เขาเขียน ฉันอ่านไม่ออกตัวหนึ่ง” เว่ยจวินหนิงรีบกางกระดาษให้เจียงอวิ๋นซินดู
ท่าทางของพี่สาวที่เหมือนเพิ่งพบที่พึ่ง ทำให้พี่สาวปลอมคนนี้ดูเป็นคนฉลาด หลิ่งอี้จือสังเกตสีหน้าของเจียงอวิ๋นซิน เห็นเธอจ้องกระดาษแล้วพูดว่า “สามตัวนี้น่าจะเป็นชื่อของลูกพี่ลูกน้องนะ”
เว่ยจวินหนิงว่า “ตอนแรกฉันก็คิดแบบนั้น แต่แปลกจัง ทำไมแซ่หลิ่งล่ะ ฉันไม่เคยได้ยินเลย ตัวที่สองฉันก็อ่านไม่ออก”
หึ
หลิ่งอี้จือแค่นเสียงเย็นชาอีกครั้ง
เขาจงใจเขียนแบบนั้นเอง
พี่สาวบอกว่าอ่านหนังสือออก ให้เขาเขียนอะไรก็ได้ที่อยากพูด
ท่ามกลางคำถามมากมาย เขาตอบเพียงคำถามเดียว—ลูกพี่ลูกน้อง เธอชื่ออะไร?
นอกจากอยากลองหยั่งเชิงความรู้ของพี่สาวแล้ว สามตัวนี้ยังเป็นตัวที่เขาเขียนได้สวยที่สุด เขาเลยอยากเขียน
เว่ยจวินหนิงถามต่อว่า “เจียงซินซิน เธอรู้จักตัวนี้ไหม?”
ท่ามกลางสายตาของคนสามคนกับหมาอีกหนึ่งตัว เจียงอวิ๋นซินพยักหน้า เม้มริมฝีปากนิดหนึ่ง แล้วพูดอย่างจริงจังว่า “ไฟ ขนนก สีขาว”
“ลูกพี่ลูกน้องชื่อหลิ่งไฟขาวจือ”
บรรยากาศเงียบงันไปชั่วขณะ
เว่ยจวินหนิงเกาศีรษะ “ทำไมฉันรู้สึกว่ามันแปลก ๆ ล่ะ?”
ในที่สุดเจียงอวิ๋นซินก็วางจานในมือลงบนโต๊ะ นั่งลง แล้วเหยียดนิ้วเรียวขาวราวต้นหอมออกมาชี้ตัวอักษรนั้นอย่างจริงจัง “ดูสิ นี่ไฟ ขนนก สีขาว ใช่ไหม?”
“อ๊ะ ใช่”
ตลอดช่วงเช้าสั้น ๆ หลิ่งอี้จือแทบจะเสียสติไปไม่รู้กี่ครั้ง เขาจ้องเจียงอวิ๋นซินอยู่นานหลายวินาที จนแยกไม่ออกว่าคนคนนี้โง่จริงหรือแกล้งโง่ ทำไมถึงพูดได้อย่างหน้าตาเฉยขนาดนี้ แสดงการพูดจาเหลวไหลอย่างจริงจังออกมาได้ถึงขีดสุด
ไม่สิ
เธอไม่ได้พูดเหลวไหล
เธอกำลังภูมิใจกับความเห็นอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ยิ้มจนตาหยี
ก็จริง
สนิทกับพี่สาวขนาดนี้ จะฉลาดได้สักแค่ไหนกัน?
เจียงอวิ๋นซินถามย้อนอีกครั้งว่า “ถ้าอย่างนั้น?”
เว่ยจวินป๋อเข้าใจสถานการณ์ดี “ถ้าอย่างนั้นพี่ชายก็ชื่อหลิ่งไฟขาวจือ! เท่มาก มีห้าตัว ฉันก็อยากได้ชื่อนี้บ้าง”
หลิ่งอี้จือเอ่ยคำพูดประโยคแรกของวันนี้ น้ำเสียงทุ้มต่ำ เย็นเยียบ
“เท่มากไหม? งั้นยกชื่อนี้ให้เธอแล้วกัน เว่ยไฟขาวจือ”
