“นับจากนี้ไป พวกเราคงต้องอยู่ร่วมกันกับทุกท่านทั้งวันทั้งคืน หากข้าล่วงเกินที่ใด ก็หวังว่าทุกท่านจะไม่ถือสา”
“ผู้อาวุโสกล่าวเช่นนี้ได้อย่างไร นับเป็นวาสนาของพวกเราต่างหาก”
“ผู้อาวุโสเมตตาพวกเรา พวกเราควรสำนึกในบุญคุณจึงจะถูก”
“ขอผู้อาวุโสโปรดถอนคำพูดเมื่อครู่นี้ด้วย”
……
เสียงหวานนับร้อยดังขึ้น ทำเอาวัวดำตัวใหญ่ถึงกับเหงื่อผุดซึมบนศีรษะ ก่อนจะค่อย ๆ ถอยหลังไปครึ่งก้าว
เฉินสวินยิ้มพลางพยักหน้า พลังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะเมื่อยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกบำเพ็ญเซียนแห่งนี้ ไม่ว่าไปที่ใดก็ย่อมได้รับไมตรี นี่แหละความจริงของโลกมนุษย์
วันเวลาหลังจากนั้น เฉินสวินกับวัวดำตัวใหญ่ยุ่งวุ่นวายกันอย่างเต็มที่ ส่วนเจียงเสวี่ยเฉินคอย “ยกน้ำชาส่งน้ำ” อยู่ข้าง ๆ และส่งข่าวกลับมาเป็นครั้งคราว
พวกเขาเริ่มจากการหลอมเรือเหาะขนาดเล็ก เฉินสวินถามทุกเรื่องอย่างละเอียดไม่ตกหล่น บางครั้งคำถามก็ชวนพิสดารไม่น้อย
จนช่างหลอมศัสตรานับร้อยคนเหล่านั้นตอบไม่ออก วัวดำตัวใหญ่ก็หยิบสมุดเล่มเล็กขึ้นมาขีดเขียนอยู่ข้าง ๆ พลางซักถามเรื่องการวางค่ายกลบนเรือเหาะ
อย่างเช่นจะให้ค่ายกลรองรับตัวเรือได้อย่างไร หากค่ายกลทรงพลังเกินไปจะทำให้ตัวเรือเสียหายหรือไม่
ย่อมไม่แปลกที่ช่างหลอมศัสตราเหล่านี้จะมีเรี่ยวแรงไม่เท่าพวกเขา เมื่อถึงเวลาพัก เฉินสวินกับวัวดำตัวใหญ่ก็เริ่มบำเพ็ญเพียร หรือไม่ก็ไปขอคำชี้แนะที่หุบเขาฟังหิมะ
ชีวิตผ่านไปอย่างยุ่งวุ่นวายแต่เปี่ยมด้วยความหมาย ทั้งยังไม่มีใครกล้ามาหาเรื่องพวกเขา
……
บนทางเปลี่ยว หมอกเย็นโรยตัว เวลาหลายฤดูกาลผันผ่านไป เหล่าผู้บำเพ็ญนับไม่ถ้วนในโลกบำเพ็ญเซียนยื้อชายเสื้อแห่งกาลเวลาไว้ พลางเดินทางไปตามสายน้ำแห่งกาลเวลา เพียงพริบตา 100 ปีก็ผ่านพ้น
โลกบำเพ็ญเซียนแห่งตั๋นกั๋วและโลกบำเพ็ญเซียนของแคว้นทั้งหลายในภาคตะวันออกของตั๋นกั๋วต่างเงียบงันลงอย่างสิ้นเชิง ไม่มีงานใหญ่จัดขึ้นอีก
