“ตอนนี้ใครเป็นผู้ดูแลสำนักห้าอุเบกขา?” เฉินสวินอารมณ์ไม่สู้ดีนัก พลางมองกลุ่มคนตระกูลจีที่ยืนก้มหน้าก้มตาอยู่ในลานด้านหลัง
“ท่านบรรพชน ตอนนี้เจ้าสำนักกับคนอื่น ๆ ไปแดนเหนือ ยังไม่กลับขอรับ”
ผู้บำเพ็ญขั้นแก่นทองคนหนึ่งก้าวออกมา ค้อมกายอย่างนอบน้อมยิ่ง “ข้าน้อยรับหน้าที่แทนเจ้าสำนักอยู่ขอรับ”
ทว่าในใจกลับกระวนกระวาย สีหน้าของท่านบรรพชนดูคล้ายไม่พอใจ เหตุใดกัน? สำนักห้าอุเบกขาไม่เคยปฏิบัติต่อคนตระกูลจีอย่างไม่เป็นธรรมเลย
เฉินสวินสงบสติอารมณ์ ก่อนมองเหล่าศิษย์จากยอดเขาต่าง ๆ แล้วเอ่ยว่า “คนรุ่นหลังน่าจับตามอง จงตั้งใจบำเพ็ญ อย่าได้เกียจคร้าน”
“น้อมรับคำสั่งสอนของท่านบรรพชน!”
“น้อมรับคำสั่งสอนของท่านบรรพชน!”
……
เหล่าศิษย์ต่างตื่นเต้นอย่างยิ่ง ทุกคนรู้สึกราวกับถูกจับตามอง เมื่อมีท่านบรรพชนอยู่ที่นี่ สำนักห้าอุเบกขาจะไม่รุ่งเรืองได้อย่างไร
“ตระกูลหลิ่ว ตระกูลสือ ตระกูลจี แล้วก็พวกเจ้าทั้งสี่คน ไปที่ตำหนักเจ้าสำนัก”
เฉินสวินกล่าวจบก็เดินไปยังยอดเขาหลัก วัวดำตัวใหญ่พ่นลมหายใจหนัก ๆ ตามหลังเขา พื้นดินพลันสั่นสะเทือนเบา ๆ อีกครั้ง
“ขอรับ ท่านบรรพชน” ผู้บำเพ็ญขั้นแก่นทองทั้งสี่คนยกมือคำนับอย่างยินดี
อีกฟากหนึ่งของท้องนภา คนตระกูลสือกับตระกูลหลิ่วต่างรู้สึกปลาบปลื้มจนแทบทำตัวไม่ถูก ไม่คิดเลยว่าบรรพบุรุษของทั้งสองตระกูลจะมีไมตรีกับท่านบรรพชนจริง ๆ
ครึ่งวันต่อมา
ภายในตำหนักเจ้าสำนัก เฉินสวินนั่งอยู่บนที่นั่งประธานเหนือบันได ทอดสายตามองลงมา
วัวดำตัวใหญ่ยืนอยู่เบื้องหน้าเฉินสวิน จ้องจีติ่งเหรินกับจีเยี่ยนที่คุกเข่าอยู่กลางตำหนักเขม็ง
ผู้บำเพ็ญขั้นแก่นทองทั้งสี่คนมีสีหน้าหวาดหวั่น ยืนประสานมืออยู่ด้านหลังของทั้งสอง ดูเหมือนสำนักห้าอุเบกขาของพวกเขาจะทำเรื่องผิดพลาดเสียแล้ว
ส่วนคนตระกูลหลิ่วกับตระกูลสือกลับนั่งตัวตรงเป็นระเบียบ พวกเขาไม่เคยทำเรื่องเสื่อมเสียเกียรติของท่านบรรพชน
