วันรุ่งขึ้น
แสงทองอร่ามอาบทั่วเมืองฉางอัน บนถนนจูเชวี่ยที่คลาคล่ำด้วยรถม้าและผู้คน พลันคึกคักมีชีวิตชีวาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ตั่ก ตั่ก!
เหล่าทหารหาญในชุดเกราะดำชูป้ายประกาศ ขี่ม้าศึกสูงสง่าวิ่งตะบึงไปตามท้องถนน เสียงประกาศก็ดังกระหึ่มตามไปด้วย
“แจ้งพระเสาวนีย์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป มหาจักรวรรดิเฉียนของเราเพิ่มข้อกฎหมายใหม่หนึ่งข้อ ผู้กล่าวหาเท็จต้องรับโทษเช่นกัน!”
“ผู้ใดกล้ากล่าวหาเท็จ มีหนึ่งคดีก็สอบสวนอย่างเข้มงวดหนึ่งคดี รีดไถทรัพย์หนึ่งร้อยตำลึง หากถูกตรวจสอบว่าเป็นการกล่าวหาเท็จ ผู้ขู่กรรโชกก็จะต้องชดใช้หนึ่งร้อยตำลึง!”
“รีดไถหนึ่งหมื่นตำลึง ก็ต้องชดใช้หนึ่งหมื่นตำลึง!”
“ชดใช้ไม่ไหว คนชราก็จะถูกตบปากและตัดนิ้วเท้า ชายฉกรรจ์ก็ส่งไปขุดเหมือง เป็นทหาร หรือหลังจากฝึกสะโพกแล้ว ส่งเข้าหอนางโลมเป็นเด็กปรนนิบัติชาย!”
“และฝ่าบาททรงทราบดีถึงอุปสรรคของคดีเช่นนี้ หนึ่งคือผู้ขู่กรรโชกต้องโทษน้อยเกินไป สองคือยากแก่การสืบสวน สามคือขุนนางละเลยหน้าที่ จึงมีรับสั่งให้มหาจักรวรรดิเฉียนทั้งหมดใช้ระบบคัดปลายแถวออก ให้กองกำลังตงฉ่าง องครักษ์แพรไหม กรมขุนนาง และกองตรวจการร่วมกันตรวจตราทั่วแผ่นดิน เพื่อประเมินผลงาน มหาจักรวรรดิเฉียนของเราไม่เลี้ยงขุนนางที่กินนอนเปล่า!”
คล้อยตามพระเสาวนีย์ของอู่จ้าว ป้ายประกาศถูกติดไว้ตามถนนสายใหญ่ทุกสาย และมีผู้ได้รับมอบหมายให้แจ้งแก่ราษฎรโดยเฉพาะ เหตุนี้สร้างความฮือฮาไปทั้งเมืองฉางอันในบัดดล
