รอยยิ้มของเฉินโม่พลันเลือนหาย เขารู้ดีว่าจากนี้ไปจะเสียเวลาแม้แต่น้อยไม่ได้
เขามีเวลาเพียง 5 วัน
ภายใน 5 วันนี้ เขาต้องฝึกวิชาดาบผ่าฟ้าให้ชำนาญ และเพิ่มค่าความชำนาญของวิชาดาบผ่าฟ้าให้ถึง 50
มีเพียงเท่านี้ เขาจึงจะจัดการภัยแฝงนี้ได้ก่อนที่ซ่งหู่จะมาถึง!
ที่จริงเฉินโม่เคยคิดพาครอบครัวออกจากตรอกสามสายหกซอย แต่ในอำเภอเจียงหลิงมีกลุ่มอิทธิพลอยู่ทั้งหมดสี่แห่ง แต่ละแห่งต่างเชื่อมโยงผลประโยชน์กัน หากออกจากตรอกสามสายหกซอยไปแล้ว กลุ่มอิทธิพลอีกสามแห่งอาจไม่ยอมรับครอบครัวของเขา!
ยิ่งไปกว่านั้น ครอบครัวของเขาไม่ได้ทำผิดอะไร
แล้วจะต้องหนีไปด้วยเหตุใด?
“เฮ้อ... ตระกูลเฉินคงจบสิ้นแล้ว! ก่อนหน้านี้ข้าไม่รู้เลยว่าเจ้าหนุ่มเฉินโม่จะกลัวตายถึงเพียงนี้ ทั้งที่อยู่ในวัยเลือดร้อน กลับไร้กระดูกสันหลังนัก! หากเป็นข้า ต่อให้ต้องสู้จนตัวตายก็จะปะทะกับซ่งหู่สักตั้ง เผื่อชนะขึ้นมาก็ไม่ต้องกังวลอะไรอีก! นี่แหละคือโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก!”
“เฉินโม่ช่างไร้ประโยชน์จริง ๆ น่าเสียดายก็แต่เด็กสาวสองคนอย่างเฉินมู่เสวี่ยกับเฉินเสี่ยวซี หากเกิดในตระกูลใหญ่ คงเป็นคุณหนูที่ผู้คนพากันประจบประแจง ชะตาคนเรานี่ช่าง...”
ผู้คนจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ บ้างก็รู้สึกเสียดาย บ้างก็ยินดีในคราวเคราะห์ของผู้อื่น
“เสี่ยวโม่! เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม? รีบให้แม่ดูเร็ว”
หวังซื่อใช้มือเช็ดน้ำตาที่ขอบตา ก่อนรีบเข้ามาข้างกายเฉินโม่ ตรวจดูร่างกายเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า เมื่อแน่ใจว่าไม่เป็นไรแล้วจึงค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก
ทว่าไม่นานคิ้วของหวังซื่อก็ขมวดเข้าหากัน นางอ้าปากหลายครั้งแต่ก็พูดไม่ออก สุดท้ายทนตำหนิเฉินโม่ไม่ลง จึงเอ่ยอย่างลำบากใจว่า “เวลา 5 วัน เงิน 15 ตำลึง... จะทำอย่างไรดีเล่า...”
“ท่านแม่ เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง ท่านไม่ต้องกังวล”
เฉินโม่เอ่ยขึ้น
หวังซื่อเอาใจใส่และทะนุถนอมเขาอย่างที่สุด ทั้งยังออกจะรักลูกชายมากกว่าลูกสาว ตั้งแต่เล็กนางก็ไม่ยอมให้เขาทำงานจิปาถะ มุ่งหวังเพียงจะเลี้ยงดูเฉินโม่ให้กลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์
ในโลกแห่งวิถียุทธ์ ผู้แข็งแกร่งคือผู้มีเกียรติ
ผู้ฝึกยุทธ์ย่อมอยู่เหนือผู้อื่นโดยกำเนิด!
มีเพียงการเป็นผู้ฝึกยุทธ์เท่านั้น จึงจะมีอนาคตที่ดีกว่าและไม่ต้องถูกผู้อื่นรังแก
ด้วยเหตุนี้ หวังซื่อจึงยอมขายทุกสิ่งที่มีเพื่อรวบรวมค่าเล่าเรียนให้เฉินโม่ได้เข้าเป็นศิษย์ของหอคมดาบฉางเฟิง
แรกเริ่มนั้น หอคมดาบฉางเฟิงเห็นว่าเฉินโม่มีพื้นฐานร่างกายไม่ดี ต่อให้เขาจ่ายค่าเล่าเรียนครบ ก็ยังปฏิเสธไม่ให้เข้าเรียน เป็นหวังซื่อที่หน้าด้านไปคุกเข่าอ้อนวอนเจ้าสำนักหลายครั้ง ในที่สุดเจ้าสำนักจึงยอมรับเฉินโม่ไว้ด้วยความจำใจ
“แล้วเจ้าจะจัดการอย่างไรเล่า เสี่ยวโม่ อย่ากังวลเรื่องนี้เลย เอาอย่างนี้ เจ้ากลับไปหลบที่หอคมดาบฉางเฟิงก่อน เงิน 15 ตำลึง แม่จะหาทางรวบรวมให้ หากไม่ไหวจริง ๆ แม่จะไปขอร้องพี่ใหญ่...”
หวังซื่อเอ่ยเสียงเบา
เฉินโม่ชะงักไป ตอนนั้นหวังซื่อไม่สนใจคำคัดค้านของครอบครัวฝ่ายมารดา ยืนกรานแต่งกับบิดาของเขา จนตัดขาดจากครอบครัวเดิมไปแล้ว หากคราวนี้กลับไปอ้อนวอน คงต้องทนรับคำเยาะเย้ยถากถางไม่รู้จบ
เมื่อมองสตรีตรงหน้า เฉินโม่ก็พลันรู้สึกจมูกแสบ ความทรงจำในวันวานผุดขึ้นมาในใจ
“ท่านแม่ ข้ามีวิธีจริง ๆ ข้าจะไปขอร้องเจ้าสำนัก หากเจ้าสำนักออกหน้า ซ่งหู่คงไม่กล้าทำเกินไปนัก”
เฉินโม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้น
ดวงตาของหวังซื่อเป็นประกาย ทว่าไม่นานก็หม่นแสงลง นางฝืนยิ้มแล้วกล่าวว่า “ได้ ๆ เสี่ยวโม่ นี่เป็นค่าเล่าเรียนของหอคมดาบฉางเฟิงสำหรับเดือนหน้า เจ้าเอาไปเถิด”
หวังซื่อยัดเงินเศษไม่กี่ตำลึงใส่มือเฉินโม่ “แม่ไร้ความสามารถ ช่วยเจ้าได้เพียงเท่านี้...”
“ท่านแม่! ข้าจะต้องสร้างเนื้อสร้างตัว ให้ท่านได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย!”
“พี่ชาย ข้าก็อยากมีชีวิตสุขสบายเหมือนกัน!”
“ข้ายังอยากกินเนื้อด้วย!”
เฉินเสี่ยวซีพูดอุบอิบพลางทำปากยื่น
“พี่ชายสัญญากับเสี่ยวซี จะทำให้เสี่ยวซีได้กินเนื้อทุกวัน กินจนกลายเป็นเด็กหญิงตัวอ้วนกลมเลย!”
เฉินโม่ให้คำมั่น
เฉินเสี่ยวซีมีสีหน้าเปี่ยมความคาดหวัง น้ำลายไหลย้อยลงมาตรงมุมปากแล้ว
“เฉินโม่! เจ้าหัดหลอกคนตั้งแต่เมื่อไรกัน!”
ทันใดนั้น เสียงเกรี้ยวกราดก็ดังขึ้น!
เฉินมู่เสวี่ยซึ่งรู้ข่าวว่าเกิดเรื่องในบ้าน จึงรีบกลับมาจากร้านยา บนใบหน้าปกคลุมด้วยความเย็นชา นางจ้องเฉินโม่เขม็งพลางตวาดว่า “เจ้ารับปากอะไรกับซ่งหู่ไว้ รู้หรือไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่! เจ้าทำให้ครอบครัวนี้เดือดร้อนไม่พออีกหรือ!”
“มู่เสวี่ย!”
หวังซื่อขมวดคิ้ว
“ท่านแม่! ท่านจะลำเอียงเข้าข้างเฉินโม่ไปถึงเมื่อไรกัน! หรือท่านคิดจะยกข้าให้เจ้าสารเลวอย่างซ่งหู่เพียงเพื่อเฉินโม่จริง ๆ หรือไม่ก็จะส่งเสี่ยวซีไปสวนอีเดน ให้กลายเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งของที่นั่นในภายหน้า! ท่านแม่! ท่านทุ่มเททรัพย์สินทั้งหมดเพื่อเฉินโม่ ตอนนี้ยังจะตัดหนทางรอดของพวกเราพี่น้องอีกหรือ! เฉินโม่เป็นเพียงผู้มีกระดูกสามัญ ไม่มีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์เลยแม้แต่น้อย เหตุใดท่านจึงไม่ยอมรับความจริงเสียที!”
หยาดน้ำตาคลออยู่ในดวงตาของเฉินมู่เสวี่ย เมื่อรู้ว่าเฉินโม่รับปากจะมอบเงินค่าคุ้มครอง 15 ตำลึงให้ซ่งหู่ในอีก 5 วัน นางก็หมดหวังในน้องชายไร้ความสามารถคนนี้อย่างสิ้นเชิง!
ในความคิดของเฉินมู่เสวี่ย น้องชายไร้ความสามารถของนางตั้งใจจะหนีกลับหอคมดาบฉางเฟิงหลังจากนั้น โดยไม่สนใจว่าครอบครัวจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร!
“มู่เสวี่ย ห้ามพูดกับน้องชายเช่นนี้ ช่วงนี้น้องชายเจ้าขยันฝึกยุทธ์ หากเสี่ยวโม่กลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสี่ได้ ก็จะเข้าร่วมกลุ่มอิทธิพลของตระกูลได้ ถึงตอนนั้นเขาก็จะมีความสามารถพอจะยืนหยัดในโลกนี้...”
เสียงของหวังซื่อเบาลงเรื่อย ๆ
“ท่านแม่! เฉินโม่เข้าหอคมดาบฉางเฟิงมาได้ปีกว่าแล้ว แต่ยังเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสอง กระทั่งธรณีประตูของขั้นสามยังข้ามไม่พ้น แล้วจะฝึกถึงขั้นสี่ได้หรือ มีเงินเหลือให้เขาผลาญอีกหรือ!”
เฉินมู่เสวี่ยเม้มริมฝีปากบางแน่น อกกระเพื่อมขึ้นลงไม่หยุด “ข้าดูแลร้านยาทุกวัน ทุ่มเททุกอย่างให้ครอบครัวนี้ แต่ท่านแม่... เดิมทีข้าเองก็มีโอกาสได้ฝึกยุทธ์...”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวังซื่อก็ก้มหน้าลง ถ้อยคำมากมายติดอยู่ในลำคอ นางกลืนสะอื้นจนพูดอะไรไม่ออกอีก และไม่กล้ามองดวงตาแดงก่ำจากการร้องไห้ของเฉินมู่เสวี่ย
เฉินโม่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองพี่สาวเฉินมู่เสวี่ยซึ่งอายุมากกว่าเขาเพียง 2 ปี พลางรู้สึกสับสนในใจ
ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเฉินมู่เสวี่ยไม่เคยลงรอยกัน โดยเฉพาะหลังจากเขาเข้าหอคมดาบฉางเฟิง ทั้งสองยิ่งหลีกเลี่ยงการพบหน้ากันโดยสัญชาตญาณ
เฉินโม่ถอนหายใจเบา ๆ
เขารู้ว่าความคับแค้นและโกรธเคืองของเฉินมู่เสวี่ยมีที่มาอย่างไร
ต่างจากเฉินโม่ที่มีกระดูกสามัญ เฉินมู่เสวี่ยมีพรสวรรค์กระดูกเสวียน หากทุ่มเททรัพยากรบ่มเพาะ นางย่อมก้าวสู่ขั้นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสี่ได้โดยไม่ยาก
แต่ทรัพย์สินของตระกูลเฉินไม่อาจแบกรับค่าใช้จ่ายในการฝึกยุทธ์ของทั้งสองคนได้ ท้ายที่สุดหวังซื่อจึงเลือกให้เฉินมู่เสวี่ยเสียสละตนเอง
นี่คือความเห็นแก่ตัวของหวังซื่อ
นี่คือความลำเอียงที่หวังซื่อมีต่อเฉินโม่
“พี่หญิง อย่าร้องไห้...”
เฉินเสี่ยวซีวิ่งเหยาะ ๆ ไปหาเฉินมู่เสวี่ย แล้วเอ่ยอย่างหวาด ๆ ว่า “ช่วงนี้พี่ชายขยันฝึกยุทธ์มาก พี่ชายยังบอกว่าจะทำให้เสี่ยวซีได้กินเนื้อทุกวัน เสี่ยวซีเชื่อพี่ชาย!”
เฉินมู่เสวี่ยยกมือเช็ดน้ำตาที่หางตา ลูบศีรษะเสี่ยวซี ก่อนโยนเงินเศษจำนวนหนึ่งให้เฉินโม่ “เจ้ากลับไปหอคมดาบฉางเฟิงเสีย ช่วงนี้ห้ามออกจากหอแม้แต่ก้าวเดียว รีบเพิ่มระดับพลังของตัวเอง อย่าทำให้ขายหน้าอีก ส่วนเรื่องซ่งหู่แห่งแก๊งอสนีอัคคี ข้าจะจัดการเอง”
“เจ้าจะจัดการอย่างไร?”
เฉินโม่ไม่ได้ใส่ใจท่าทีของเฉินมู่เสวี่ย
เมื่อมองใบหน้างดงามซึ่งปกคลุมด้วยความเหนื่อยล้าของเฉินมู่เสวี่ย ในใจเฉินโม่ก็ยิ่งรู้สึกถึงความเร่งด่วน
ในยุคโกลาหล หากหญิงงามเกิดในหมู่ชนชั้นล่าง ย่อมนับเป็นโชคร้ายอย่างแท้จริง
“เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องกังวล! อย่างเลวร้ายที่สุดก็แค่ข้าแต่งกับซ่งหู่เท่านั้น!”
เฉินมู่เสวี่ยคร้านจะมองเฉินโม่อีกแม้แต่แวบเดียว
นางหมดศรัทธาในน้องชายที่ไร้ความรับผิดชอบคนนี้อย่างสิ้นเชิงแล้ว
แต่ครอบครัวนี้ นางยังต้องแบกรับไว้
“พี่หญิง เชื่อข้าเถิด ข้าจะจัดการปัญหาครั้งนี้เอง”
เฉินโม่เอ่ยเสียงหนักแน่น
“ข้าจะเชื่อเจ้าได้อย่างไร? เชื่อผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสองอย่างนั้นหรือ เชื่อเจ้าที่เป็นผู้มีกระดูกสามัญไร้ประโยชน์ ฝึกวิชาดาบผ่าฟ้ามาปีกว่าแล้วยังไม่อาจบรรลุขั้นต้นได้อย่างนั้นหรือ?”
เฉินมู่เสวี่ยสูดจมูก “เจ้าไปเสีย ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้า!”