"แค่ก ๆ… ไม่ดีแล้ว เป็นผู้บำเพ็ญมารขั้นสร้างฐาน!"
"รีบขอความช่วยเหลือจากสำนักเร็วเข้า!"
ภายในเมืองอวิ๋นอัน เหล่าศิษย์ที่สวมชุดสีเขียวครามพากันถอยหนีด้วยความตื่นตระหนก
เบื้องหลังพวกเขา ป้ายเขียนว่า 'จวนสกุลเย่' ถูกฟันตกลงมา พร้อมกับจวนทั้งหลังที่ตกอยู่ในห้วงเพลิงลุกโชนไม่รู้จบ
ตรงหน้า มีผู้บำเพ็ญมารชุดดำหลายคนกำลังยิ้มเหี้ยมและค่อย ๆ ก้าวเข้ามาใกล้ "ฮ่า ๆ ๆ พวกแกเข้ามาสิ เข้ามาฆ่าพวกข้าสิ"
"โลกบำเพ็ญเพียรช่างตกต่ำเสียจริง แค่สำนักเสื่อม ๆ อย่างชิงเซียวของพวกแกยังกล้ามาขัดขวางกิจของแคว้นมารของเรา"
"ถุย! พวกแกมันพวกผู้บำเพ็ญมารไร้ซึ่งมนุษยธรรม" หลี่หมิง ศิษย์สำนักชิงเซียว มองพวกเขาด้วยความแค้น "การสังหารล้างเมืองกลางวันแสก ๆ อย่างนี้ ต้องได้รับโทษทัณฑ์จากสวรรค์แน่!"
"โทษทัณฑ์จากสวรรค์… ฮ่า ๆ ๆ ๆ พวกเราไม่เชื่อเรื่องพวกนั้นหรอก พวกเรารู้แค่ว่าพวกแกต้องตายที่นี่วันนี้!"
ผู้บำเพ็ญมารพูดพลางก้าวเข้ามาใกล้ และใช้กระบวนท่าสังหารอีกครั้ง
หลี่หมิงถูกบีบให้ถอย มือหนึ่งกุมหน้าอก เอี้ยวไปพูดกับรุ่นน้องข้างหลัง "รีบขอความช่วยเหลือจากสำนัก เมืองอวิ๋นอันปรากฏผู้บำเพ็ญมารขั้นสร้างฐาน สังหารล้างเมืองทั้งเมือง"
จดหมายลับของสำนักถูกส่งออกไป แต่น้องศิษย์กลับมีสีหน้ากังวลแทน "พี่หลี่ เหล่าผู้อาวุโสพาศิษย์ในไปยังเขตต้องห้าม แล้วท่านเจ้าสำนักก็ปิดด่านอีก พวกเราจะขอความช่วยเหลือจากใคร?"
หลี่หมิงถูกผู้บำเพ็ญมารโจมตีจนกระอักเลือด "ในสำนักไม่ใช่ยังมีท่านพี่ใหญ่คอยดูแลอยู่อีกคนหรือ?"
"ที่พี่หลี่พูดถึง คงไม่ใช่ท่านพี่ใหญ่แซ่หยวน หยวนอู๋จิ้ว หรอกนะ?"
"นอกจากเขาแล้ว ในสำนักยังมีท่านพี่ใหญ่คนอื่นอีกหรือ?"
ศิษย์คนนั้นอยากพูดอะไรแต่ก็หยุดไว้ "แต่ท่านพี่ใหญ่เป็น..."
"เฮ้อ รีรังอะไรนักหนา สัญญาณขอความช่วยเหลือได้ส่งออกไปแล้ว ที่เหลือก็ได้แต่แล้วแต่ฟ้าดิน"
หลี่หมิงหันไปมองเด็กหนุ่มที่คุกเข่าอยู่ในทะเลเพลิง "พวกเจ้าหาโอกาสบุกเข้าไปช่วยเขาออกมา"
"สายเลือดตระกูลเย่เหลือเขาเพียงคนเดียวแล้ว เราต้องช่วยเขาออกมาให้ได้"
……
ภายในสำนักชิงเซียว ชายหนุ่มในชุดขาวนอนเอกเขนกอาบแดดบนเก้าอี้โยกอย่างไร้จุดหมาย มีหนังสือนิทานชาวบ้านชื่อ 'จองจำยอดชายคู่ปรับ: ความรักแค้นของจอมยุทธ์น้อยแห่งเผ่ามาร' ปิดหน้าอยู่
ชายหนุ่มยกมือขึ้น นิ้วเรียวหยิบหนังสือขึ้นมาตั้งไว้ตรงหน้า เผยให้เห็นใบหน้างดงามเกินคนปกติ
หางตาของเขาเชิดขึ้น ท่าทางแววตาสะอาดใสราวกับยังงัวเงียไม่ตื่น
นิทานเรื่องนี้เขาอ่านกี่ครั้งก็ขำไปด้วยทุกที อย่างเช่น จอมยุทธ์น้อยแห่งเผ่ามารหลงรักเทพบุตรแห่งแคว้นมาร ทั้งสองต่อสู้กันใหญ่โตเพื่อแย่งชิงตำแหน่งบนล่าง...
แล้วยังมี จอมยุทธ์น้อยแห่งเผ่ามารรักไม่ได้สมหวังจึงจองจำเทพบุตรแห่งแคว้นมาร...
ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นี่มันเรื่องแต่งล้วน ๆ ชัด ๆ เขากับจอมยุทธ์น้อยแห่งเผ่ามาร เคยมีครั้งไหนบ้างที่ไม่ได้หมายเอาชีวิตอีกฝ่าย ตนเองอุตส่าห์เสียค่าหินวิญญาณไปห้าก้อนเพื่อซื้อหนังสือเล่มนี้
ชายหนุ่มส่ายหัว เอาหนังสือปิดหน้าเตรียมงีบอีกสักครู่
ทันใดนั้น ค่ายกลป้องกันในลานก็เกิดความผันผวน สัญญาณขอความช่วยเหลือจากสำนักชิงเซียวปรากฏขึ้นต่อหน้าชายหนุ่มผ่านค่ายกลป้องกัน
สายตาเขาละจากหน้ากระดาษ มองป้ายคำสั่งที่ลอยอยู่ตรงหน้าด้วยความสงสัย ใคร ๆ ในสำนักชิงเซียวต่างรู้ดีว่าเขาเป็นเพียงคนไร้ค่า ใครจะมาขอความช่วยเหลือจากเขา?
ท่านพี่ใหญ่แห่งสำนักชิงเซียว หยวนอู๋จิ้ว เป็นที่รู้กันดีว่านอกจากหน้าตาแล้วไม่มีอะไรดีเลย
จิตสัมผัสของหยวนอู๋จิ้วหยั่งลงในป้าย ภาพเมืองอวิ๋นอันปรากฏชัดต่อหน้าต่อตา
เขาตกใจจนผุดลุกขึ้นนั่ง "ผู้บำเพ็ญมารล้างเมือง?!"
"โว้ย!"
เขาได้ข้ามมิติมาหลายสิบปี มาสำนักชิงเซียวเพื่ออยู่อย่างเนือย ๆ ได้ห้าปี ยังไม่เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน
ชั่วพริบตา หยวนอู๋จิ้วก็มาอยู่หน้าประตูภูเขาแล้ว ก้าวเดียวก็หายลับไปจากที่เดิม
สีหน้าเคร่งรีบมุ่งหน้าไปเมืองอวิ๋นอัน มันไม่น่าจะเป็นไปได้ ถึงแม้ผู้บำเพ็ญมารกับผู้ฝึกตนในโลกบำเพ็ญเพียรจะไม่ถูกชะตากัน แต่ก็ไม่ใช่คนที่ฆ่าคนโดยไม่มีเหตุผล นับประสาอะไรกับการล้างเมือง
เว้นเสียแต่ว่า... ในเมืองนี้มีของที่พวกเขาต้องการ
ภายในเมืองอวิ๋นอัน หลี่หมิงพารุ่นน้องถอยร่นเข้าไปในทะเลเพลิงด้วยความสิ้นหวัง
ผู้บำเพ็ญมารตรงหน้ายังคงเหิมเกริม "ไอ้หนู ตอนนี้รู้ความต่างระหว่างพวกเราแล้วใช่ไหม?"
"ตั้งแต่แรกตั้งใจให้ตาย ๆ ไปก็จะไม่ต้องทนทุกข์มากขนาดนี้"
"น่าชังนัก!" หลี่หมิงคุกเข่าเอามือกุมหน้าอก ฝืนเรี่ยวกำลังสุดท้ายจ้องผู้บำเพ็ญมารทั้งหลายด้วยความแค้น "ถ้าพวกแกยังไม่หนีไป กำลังเสริมจากสำนักชิงเซียวของข้าจะมาถึงในไม่ช้า"
"พี่หลี่ ถึงท่านพี่ใหญ่ยอมมา พวกเราก็คงทนไม่ไหวแล้ว"
เมืองอวิ๋นอันก็เป็นเพียงเมืองชายแดนเล็ก ๆ ถ้าออกจากสำนักชิงเซียว ด้วยระดับขั้นปราณเก้าขั้นของท่านพี่ใหญ่ก็ต้องใช้เวลาครึ่งวันถึงจะมาถึง
"ฮ่า ๆ ๆ" ผู้บำเพ็ญมารแหงนหน้ามองฟ้าหัวเราะ "อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าพวกแกแค่เล่นถ่วงเวลา"
"อย่าเสียเวลาอีกเลย ฆ่าพวกมันแล้วเอาตัวเด็กนั่นไปค้นวิญญาณ สิ่งที่ท่านผู้นั้นต้องการต้องอยู่กับเด็กนั่นแน่" ผู้บำเพ็ญมารอีกคนถือกระบี่ก้าวเข้าหาพวกเขาทีละก้าว
เมื่อหยวนอู๋จิ้วมาถึงทั้งเมืองอวิ๋นอันไม่มีผู้รอดชีวิตแล้ว
ทะเลเลือดย้อมฟ้าครึ่งหนึ่งเป็นสีแดง
เขาใช้จิตสัมผัสกวาดตรวจทั้งเมืองอย่างรวดเร็ว สุดท้ายจึงกำหนดตำแหน่งไปที่จวนสกุลเย่ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเมือง
ศิษย์สำนักชิงเซียวที่มาช่วยเหลือเหลือเพียงห้าคน บาดเจ็บบ้างพิการบ้าง และถูกผู้บำเพ็ญมารหลายคนขังไว้ในทะเลเพลิงของจวนสกุลเย่
คานเรือนที่ถูกไฟเผาจนดำพังลงไปครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งก็ใกล้ถล่มอยู่รอมร่อ
ศพเกลื่อนกลาดไปทั่วพื้น มีทั้งของผู้บำเพ็ญมาร แต่ส่วนใหญ่เป็นของคนตระกูลเย่
หยวนอู๋จิ้วทำหน้าดำ ใช้ปลายเท้ายันบนกระบี่ยาว เหวี่ยงกระบี่เข้าสู่สมรภูมิ
หลี่หมิงซึ่งเตรียมใจว่าต้องตายที่นี่หลับตาลงแล้ว ไม่คิดเลยว่ากระบี่ยาวเล่มหนึ่งจะพุ่งลงมาตรงกลางระหว่างพวกเขากับผู้บำเพ็ญมาร พร้อมกับพลังกระบี่อันรุนแรง
ผู้บำเพ็ญมารที่ยังโอหังเมื่อครู่ยกกระบี่ตั้งท่าป้องกัน ถอยหลังไปหลายสิบก้าวกว่าจะหยุดได้อย่างหวุดหวิด
"ใคร?!" เขาส่งจิตสัมผัสกระจายไปทั่ว แต่กลับถูกสะท้อนกลับเมื่อปะทะกับร่างชุดขาวร่างหนึ่ง ถึงกับกระอักเลือดออกมาทันที
หยวนอู๋จิ้วค่อย ๆ ลอยลงมาจากฟ้า ยืนอย่างแม่นยำอยู่บนปลายกระบี่ที่เขาเพิ่งปาลงไป มือไพล่หลัง
ทุกคนในสำนักชิงเซียวต่างตกตะลึง รวมถึงหลี่หมิงด้วย "ท่านพี่ใหญ่?..."
เขามองชายหนุ่มชุดขาวที่ดูดีเว่อร์ ๆ ตรงหน้าด้วยความไม่เชื่อ นี่ใช่ท่านพี่ใหญ่ไก่อ่อนที่เขารู้จักหรือเปล่า?
หลังจากช่วยทุกคนแล้ว อารมณ์ของหยวนอู๋จิ้วก็สงบลง เขายิ้มให้หลี่หมิง "เสี่ยวหมิงเอ๋ย พึ่งไม่ได้เจอกันวันเดียว ทำไมนายถึงได้โทรมขนาดนี้?"
เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่คุ้นเคยของหยวนอู๋จิ้ว หลี่หมิงจึงแน่ใจว่าคนตรงหน้าคือท่านพี่ใหญ่ของเขา
"ท่านพี่ใหญ่ ผมพึ่งส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปให้ท่านไม่ใช่หรือ ทำไมท่านถึงมาเร็วขนาดนี้?"
หยวนอู๋จิ้วชะงักไป รอยยิ้มค้าง "ข้าน่ะนะเสี่ยวหมิง ตัวนายจะไม่มีชีวิตอยู่แล้วยังสนใจเรื่องความเร็วของพี่อีกหรือ"
"ข้าพูดนี่..." ผู้บำเพ็ญมารหลายคนที่ถูกตีถอยไปเมื่อครู่โจมตีเข้ามาอีก "พวกแกเห็นข้าเป็นอากาศเกินไปหรือเปล่า"
หลี่หมิง: "พี่ใหญ่ระวังตัวด้วย พวกเขาล้วนเป็นผู้บำเพ็ญมารขั้นสร้างฐานระดับกลาง ในนั้นมีคนที่มีพลังรบเทียบเท่าขั้นสร้างฐานระดับสูง"
หยวนอู๋จิ้วหันไป จ้องมองพวกเขาด้วยแววตาเยือกเย็น แววตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารเข้มข้นวาบขึ้นมา เหมือนกับว่ามองพวกเขาเป็นผู้ตายหมดแล้ว
"ว่าไง พวกแกอยากตายแบบไหน?"
ผู้บำเพ็ญมารหลายคนนึกว่ามาเป็นยอดฝีมืออะไร ที่แท้ก็แค่ผู้ฝึกตนขั้นปราณเก้าขั้น
พวกเขาพากันหัวเราะลั่น "ก็แค่พวกแกน่ะหรือจะฆ่าพวกข้าได้?"
หยวนอู๋จิ้วหรี่ตาลง วินาทีถัดมา กระบี่ปราณไร้รูปร่างวาดผ่าน ศีรษะของผู้บำเพ็ญมารเหล่านั้นหล่นลงพื้น แม้แต่ทะเลเพลิงในจวนสกุลเย่ก็ดับไปด้วย...
บนศีรษะที่กลิ้งหล่นของผู้บำเพ็ญมารยังคงมีสีหน้าเหอเกริมราวกับยังมีชีวิตอยู่ ดูน่าขนลุกยิ่งนัก
หลี่หมิงอึ้งไป "ท่านพี่ใหญ่... ท่าน..."
"เฮ้ย หยุดก่อน" หยวนอู๋จิ้วกระโดดลงจากกระบี่ แล้วพูดเรียบ ๆ "นี่เป็นไม้ตายที่ท่านอาจารย์ทิ้งไว้ให้ข้าติดตัว ไม่ใช่ฝีมือข้า"
พูดจบ หยวนอู๋จิ้วก็หันไปทางเด็กหนุ่มที่คุกเข่าอยู่ในทะเลเพลิง
เขาคุกเข่าอยู่ข้างศพหญิงผู้หนึ่ง ก้มหน้าลงไม่ไหวติง กระทั่งเปลวไฟลามมาถึงตัวเขาแล้ว เขาก็ยังไม่สะทกสะท้าน...
หยวนอู๋จิ้วเดินเข้าไป ย่อตัวลงตรงหน้าเขา เก็บรอยยิ้มบนหน้าลง "เสียใจด้วย"
เด็กหนุ่มขยับตัวในที่สุด เงยหน้ามองหยวนอู๋จิ้วอย่างแข็งทื่อ เสียงแหบเครือ "พ่อกับแม่ของข้า... ตายกันหมดแล้ว..."
หยวนอู๋จิ้วเงียบไป หลังจากนั้นเนิ่นนานเขาจึงยื่นมือให้เด็กหนุ่ม "นายอยากแก้แค้นไหม?"
"ฉันชื่อหยวนอู๋จิ้ว ฉันพานายเข้าสำนักชิงเซียวได้"
ในดวงตาที่เหมือนมอดดับไร้ชีวิตของเด็กหนุ่ม จุดประกายแห่งความหวังลุกโชนขึ้นอีกครั้ง "ข้า... ข้าชื่อเย่เสวียน"
เดี๋ยวก่อน... เย่เสวียน?!
นี่ไม่ใช่ชื่อพระเอกนิยายพระเอกเจ้าชู้ที่เขาอ่านก่อนข้ามมิติหรอกหรือ?
————
ระดับขั้นในโลกบำเพ็ญเพียร:
ขั้นปราณ, ขั้นสร้างฐาน, ขั้นแก่นทอง, ขั้นกำเนิดวิญญาณ, ขั้นกลายเทพ, ขั้นหลอมสุญตา, ขั้นรวมเป็นหนึ่ง, ขั้นบรรลุธรรม, ขั้นข้ามหายนะ