“ศิษย์น้องหลิน คำพูดของเจ้าออกจะห่างเหินกันเกินไปแล้ว!”
เลิงหนิงชวงลุกพรวดขึ้นยืน น้ำเสียงแฝงความโกรธอย่างไม่คิดปิดบัง “ก็แค่ขอยืมที่พักกับกระบี่คู่กายของเจ้าเท่านั้น ไฉนเจ้าจึงบ่ายเบี่ยงครั้งแล้วครั้งเล่า ช่างไร้น้ำใจเกินไปแล้วกระมัง”
หลิ่วหงหวนพลันหน้าเคร่ง มือที่ถือถ้วยชากระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย เอ่ยเสียงเย็นชา “พวกเราจริงใจต่อเจ้า ทั้งยังคิดว่าจะคอยชี้แนะเรื่องการฝึกฝนให้เจ้าในวันหน้า ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะเป็นคนขี้เหนียวตระหนี่เช่นนี้ ช่างน่าผิดหวังจริง ๆ!”
ซูชิงไต้ถอนหายใจแผ่วเบา น้ำเสียงผิดหวังแทบจะเอ่อล้นออกมา “ดูท่าความจริงใจของพวกเรา คงมอบให้ผิดคนเสียแล้ว บางคนไม่เคยมองพวกเราเป็นพวกเดียวกันเลยตั้งแต่แรก”
คิ้วรูปใบหลิวของอวิ๋นหวั่นชิงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย น้ำเสียงเย็นเยียบพลันเพิ่มความหนาวเหน็บขึ้นหลายส่วน “ศิษย์น้องหลิน พวกเราไม่ได้คิดจะยึดเอาไป เพียงขอยืมใช้ชั่วคราว ไม่ทำให้เจ้าเสียหายอะไร ไยต้องทำให้เรื่องราวอึดอัดถึงเพียงนี้?”
ไป่อวี่เฉินแสร้งทำเป็นห้ามปรามอยู่ด้านข้าง น้ำเสียงอ่อนโยน “ศิษย์พี่หญิงทุกท่านโปรดระงับโทสะ ในเมื่อศิษย์น้องไม่เต็มใจ ก็ช่างเถิด ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร อย่างมากข้าก็ใช้เวลาฝึกฝนอย่างหนักเพิ่มขึ้นอีกหน่อย ย่อมพัฒนาขึ้นได้”
ถ้อยคำนี้ฟังดูเหมือนยอมถอย แท้จริงกลับแฝงคำกล่าวโทษหลินเป่ยเฉินทุกคำ ว่าไร้น้ำใจและจงใจถ่วงเวลาการฝึกฝนของเขา
“ศิษย์พี่หญิงและศิษย์พี่ทุกท่านกล่าวหนักเกินไปแล้ว”
เผชิญหน้ากับคำตำหนิทั้งทางตรงและทางอ้อม สีหน้าของหลินเป่ยเฉินยังคงประดับรอยยิ้มบางเบา
“ศิษย์น้องมิใช่คนตระหนี่ ที่แท้หอลมขับขานกับกระบี่สังหารเซียนนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่อาจารย์มอบให้ด้วยตนเอง อีกทั้งยังบรรจุความคาดหวังของท่านไว้”
“หากข้าถือวิสาสะให้ผู้อื่นยืมต่อ มิเท่ากับไม่เคารพอาจารย์หรือ?”
หลินเป่ยเฉินยกถ้วยชาขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “อีกอย่าง ด้วยพรสวรรค์และความเข้าใจของศิษย์พี่องค์ห้า ต่อให้ไม่มีหอลมขับขานกับกระบี่สังหารเซียน ก็น่าจะฝึกฝนจนสำเร็จได้”