ภายใต้การนำทางของอวิ๋นหวั่นชิง หลินเป่ยเฉินมาถึงริมหน้าผาแห่งหนึ่งซึ่งมีทิวทัศน์งดงามร่มรื่น
บนหน้าผามีหอหลังหนึ่งตั้งอยู่ เปี่ยมด้วยกลิ่นอายโบราณ รอบด้านเงียบสงบและทิวทัศน์งดงาม นับเป็นสถานที่บำเพ็ญชั้นเลิศที่ตัดขาดจากความอึกทึกของโลกภายนอก
“ที่นี่คือหอลมขับขาน”
อวิ๋นหวั่นชิงหยุดฝีเท้า น้ำเสียงยังคงเย็นชา “ต่อจากนี้เจ้าพักอยู่ที่นี่ หากต้องการสิ่งใดก็บอกเราได้ เราจะให้คนส่งมาให้”
“ขอบคุณศิษย์พี่ใหญ่” หลินเป่ยเฉินยิ้มอย่างสุภาพ พลางค้อมกายเล็กน้อย “เรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ ศิษย์น้องจะไปซื้อหาเอง ไม่รบกวนศิษย์พี่ใหญ่ดีกว่า”
อวิ๋นหวั่นชิงเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง มิได้กล่าวอะไรต่อ เพียงเอ่ยเสียงเรียบว่า “เช่นนั้นเจ้าก็บำเพ็ญอยู่ที่นี่อย่างสบายใจ หากมีสิ่งใดไม่เข้าใจเกี่ยวกับการบำเพ็ญ ก็มาถามเราได้ทุกเมื่อ หรือจะไปขอคำชี้แนะจากอาจารย์ก็ได้”
กล่าวจบ นางก็หันหลังเดินจากไปตามเส้นทางเดิม ชายแขนเสื้อสีเรียบพลิ้วไหวเบา ๆ ตามสายลม ไม่นานก็ลับหายไปตรงปลายบันไดหิน
หลินเป่ยเฉินมองส่งนางจากไป จากนั้นจึงผลักประตูไม้ของหอลมขับขาน แล้วก้าวเข้าไปอย่างช้า ๆ
เขาเดินสำรวจภายในหอหนึ่งรอบ เห็นชั้นหนึ่งเป็นโถงกว้าง มีโต๊ะเก้าอี้เรียบง่ายแต่เก่าแก่ตั้งอยู่ มุมกำแพงมีธูปวิญญาณสำหรับสงบจิตจุดอยู่ ควันลอยอ้อยอิ่ง
ชั้นสองเป็นโถงอันงดงามเรียบหรู หน้าต่างหันออกไปเห็นทะเลเมฆพอดี ทัศนียภาพเปิดโล่งยิ่งนัก
ด้านหลังหอยังมีลานโล่งขนาดเล็ก เหมาะสำหรับฝึกวิชายุทธ์
สถานที่แห่งนี้เหมาะแก่การบำเพ็ญอย่างที่เล่าลือกันจริง ๆ ไม่เพียงมีทิวทัศน์สงบร่มรื่น อากาศยังอบอวลด้วยปราณวิญญาณเข้มข้น เพียงสูดหายใจเบา ๆ ก็รู้สึกสบายไปทั่วร่าง
ที่สำคัญที่สุดคือที่นี่เงียบสงบอย่างยิ่ง ไม่มีเสียงอึกทึกจากลานศิษย์งานทั่วไป และไม่มีความวุ่นวายจากสายนอก เป็นสถานที่บำเพ็ญในอุดมคติอย่างแท้จริง
หลินเป่ยเฉินไม่รอช้า เริ่มลงมือทำความสะอาดทันที เขาปัดฝุ่นภายในหอออกอย่างเบามือ แล้วเช็ดโต๊ะเก้าอี้จนสะอาดหมดจด
