หร่วนไป๋เหนียนร้อนใจ รีบคิดจะรั้งเธอไว้ ทว่าจู่ ๆ ก็มีเสียงประชดประชันดังมาจากด้านหลัง
【อย่า~มา~รบ~กวน~ฉัน~อีก~】
【ถ้าตกลงจริง ๆ ลองดูสิว่าเธอจะร้อนใจไหม คุณหร่วน พอเถอะ เธอไม่สนใจคุณหรอก อยากได้แค่เงินคุณ แต่ยังรังเกียจว่าเงินคุณสกปรกอีก】
【พอเธอไปเกาะคนมีเงินคนอื่นได้ แถมยังมีหนุ่มน้อยน่ารักอ่อนโยนอยู่ข้างกายแล้ว ก็จะเอามีดแทงคุณตายเลย! ไม่รู้ตอนนี้ไปเกาะใครได้หรือยังนะ ไทม์ไลน์เริ่มจำไม่ค่อยได้แล้ว】
มือที่หร่วนไป๋เหนียนยื่นออกไปชะงักค้าง
เขาไม่ถือถ้าเจียงซินจะใช้ประโยชน์จากเขา ถ้าเธอรักแค่เงินของเขา เขากลับจะดีใจเสียด้วยซ้ำ เพราะเขามีเงินเยอะ
แต่เธอเอาเงินเขาแล้วยังจะเอาชีวิตเขาอีกเหรอ?
หร่วนไป๋เหนียนกำมือแน่น
“เจียงซิน ผมได้ยินจากผู้จัดการของคุณว่าวันนี้คุณพัก ผมเลยกันเวลาช่วงเช้าไว้ครึ่งวันให้คุณได้ผ่อนคลาย ทำไมถึงมาช้าขนาดนี้?”
เจียงซินหยุดเดิน สีหน้าราวกับไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงถามแบบนั้น
ตอนแรกหร่วนไป๋เหนียนยังถามไถ่เธอสองสามคำ แต่เมื่อท่าทีของเธอเริ่มขอไปทีมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาก็เลิกพูด พอนานเข้า เธอก็คิดว่าทุกอย่างเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
“ผมแค่กินข้าวกับคุณ ระหว่างนั้นก็ไม่ได้ทำอะไรให้คุณไม่พอใจสักอย่าง ขอแค่คุณเอ่ยปากขออะไร ผมก็ให้คุณได้ทั้งนั้น ถ้าต่อจากนี้ผมไม่ไปรบกวนคุณอีก ไม่โผล่หน้ามาให้เห็นอีก คุณจะมีความสุขไหม?”
หร่วนไป๋เหนียนรักเจียงซินหมดใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ใช้ลูกไม้ใด ๆ เลย
อย่างตอนนี้ เขาทำเหมือนพูดตัดพ้อ แต่จงใจพูดถึงทรัพยากรที่เคยจัดหาให้เธอ เพื่อพิสูจน์ว่าคำพูดของสวี่เจี้ยนเวยเป็นความจริงหรือไม่
เจียงซินหัวเราะอย่างโกรธจัด ก่อนผลักเขาออกไปแรง ๆ “คุณคิดว่าแค่ให้ของพวกนั้นกับฉันแล้วจะควบคุมฉัน ตัดสินใจทุกอย่างแทนฉันได้หรือไง? หรือคิดว่าฉันเซ็นสัญญาขายตัวให้คุณแล้ว ที่ผ่านมาคุณก็เลยอยากควบคุมฉันมาตลอด?”
“ได้ ในเมื่อคุณคิดกับฉันแบบนั้น ต่อจากนี้ก็ไม่ต้องมาหาฉันอีกแล้ว เราเป็นแค่เจ้านายกับลูกน้องตามปกติ จะได้ไม่ต้องมีคนคอยคาดเดาเรื่องของฉันตามใจชอบอีก!”
เธอหันหลังเดินจากไปอย่างเดือดดาล
หร่วนไป๋เหนียนรู้สึกเสียใจ
เขาไม่น่าเชื่อข่าวลือไร้มูล และยิ่งไม่ควรเชื่อสวี่เจี้ยนเวย
เขาหันกลับไป เห็นสวี่เจี้ยนเวยสะดุ้งจนตัวตรงขึ้นทันที จึงตวาดเสียงเย็นชา “อยู่ตรงนี้ดี ๆ ถ้าแกกล้าเดินออกจากประตูไปแม้แต่ก้าวเดียว ฉันจะหักขาแก!”
สวี่เจี้ยนเวยอดไม่ได้ที่จะเอามือแตะขาตัวเอง
【เอาจริงดิพี่ โกรธก็โกรธไปสิ อย่าลากคนอื่นมาเอี่ยวด้วยได้ไหม เธอตั้งใจยั่วโมโหคุณ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ!】
【เธอยังไม่ได้ออกจากร้านอาหารเลยสักนิด เธอไม่โกรธจริงหรอก แค่เอาเรื่องคุณไปหัวเราะกับเพื่อนว่า ต่อให้คุณอยู่สูงส่งแค่ไหน พอทะเลาะกันแล้วคุณก็ต้องง้อเธออยู่ดี เธอไม่ต้องยิ้มให้คุณสักนิด คุณก็ยอมเอาทรัพยากรที่คนอื่นแย่งกันจนหัวแทบแตก แต่แย่งไม่ได้ มาคุกเข่าประเคนให้เธอแล้ว】
หร่วนไป๋เหนียนรักษาสีหน้าเหี้ยมเกรียมไว้ไม่อยู่
คำพูดนั้นทำให้เขานึกถึงภาพเหตุการณ์นับไม่ถ้วน
ที่จริงเขากับเจียงซินมีเรื่องขัดแย้งกันอยู่บ่อย ๆ แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงทำให้เธอโกรธอยู่เรื่อย แต่เธอไม่ใช่ผู้หญิงเห็นแก่เงินที่แค่ให้เงินหรือซื้อของแพง ๆ ให้แล้วจะอารมณ์ดี
เธอแค่อยากพัฒนางานในวงการ เขาจึงต้องเอาใจด้วยสิ่งที่เธอชอบ
ของขวัญขอโทษที่เขาให้เธอทุกครั้งก็เลยเป็นทรัพยากรพวกนี้
เธอตั้งใจทำแบบนั้นเหรอ?
อยากได้ทรัพยากร แต่ไม่ยอมเอ่ยปากขอเขา กลับต้องให้เขาคอยง้อแล้วเอาไปให้เอง?
หร่วนไป๋เหนียนกัดฟันเดินออกไป ตรงไปหาผู้จัดการร้านอาหาร
เขาพาเจียงซินไปร้านอาหารมาหมดแล้ว รู้ว่าเธอชอบที่นี่ที่สุดก็เลยซื้อหุ้นไว้ ตอนนี้เขากลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของร้านนี้ไปแล้ว
หลังขอให้ผู้จัดการเปิดกล้องวงจรปิดดู ไอเย็นบนตัวหร่วนไป๋เหนียนแทบจะจับต้องได้
เจียงซินไม่ได้ไปไหนจริง ๆ เธอแค่ยืนอยู่ตรงมุมบันได
ดูเหมือนเธอจะยืนอยู่ตรงนั้นสักพักแล้ว สีหน้าเริ่มไม่สบอารมณ์ ก่อนจะรับโทรศัพท์สายหนึ่ง
ไม่รู้ว่าได้ยินอะไร เธอแค่นเสียง “คนแซ่จางนั่นคิดจริง ๆ เหรอว่ากดฉันไว้แล้วจะได้ผล? ถึงบทที่ฉันพยายามแย่งมาจะหลุดมือไป แต่ฉันก็หาบทที่ดีกว่านี้ได้ ฉันไม่มีทางยอมก้มหัวให้หร่วนไป๋เหนียนแล้ว ยังจะมาก้มหัวให้เขาอีก ฝันไปเถอะ!”
“ฉันไม่จำเป็นต้องดีกับเขาขนาดนั้น เขาเองที่ไม่เคยมองฉันเป็นคน ตอนนั้นถือสัญญามาหาฉัน ไม่ได้คิดไม่ซื่อหรอกเหรอ? ถึงช่วงนี้เขาจะยังไม่ได้ทำอะไรฉัน แต่นั่นก็แค่ค่อย ๆ ต้มกบในน้ำอุ่น ฉันไม่มีทางหลงกลเขาหรอก เขาทำให้ฉันขยะแขยงจะตาย คิดว่ามีสิทธิ์อะไรมาควบคุมฉัน?”
“ไม่ต้องห่วงหรอก ต่อให้ฉันไม่ทำอะไร เขาก็จะประเคนทรัพยากรพวกนั้นมาให้ฉันเลือกอยู่ดี แค่หวังให้ฉันยิ้มให้สักครั้ง ถึงเขาอาจจะแค่แสดงละครต่อหน้าฉัน แต่ในเมื่อเขาอยากเล่นละคร ฉันก็ยินดีเล่นด้วย”
ในห้องดูกล้องวงจรปิดมีเพียงผู้จัดการร้านที่ตามหร่วนไป๋เหนียนมา ตอนนี้เขาเหงื่อเย็นผุดเต็มหัว รู้สึกว่าพอได้รู้ความลับพวกนี้แล้ว อีกไม่นานคงถึงคราวตายของตัวเอง
หร่วนไป๋เหนียนโกรธจริง แต่กลับหัวเราะออกมา
เป็นเสียงหัวเราะเยาะตัวเอง
เขาพบเธอเมื่อสามปีก่อน
ตอนนั้นเขาเพิ่งซื้อบริษัทจัดการศิลปินแห่งหนึ่ง วงการบันเทิงมีโอกาสทำเงินไม่น้อย เขาคิดจะเข้าไปลองเล่น ๆ ช่วงนั้นจึงได้สัมผัสงานหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง แล้วก็พบเธอที่ถูกกันไว้นอกอาคารถ่ายทำแห่งหนึ่ง
วันนั้นอากาศหนาวนิดหน่อย เธอสวมชุดเดรสเปิดไหล่ เผยผิวขาวผ่องให้เห็นเป็นบริเวณกว้างจนถูกลมพัดเสียจนแดงเรื่อ
เธออ้อนวอนผู้กำกับที่ปฏิเสธเธอเสียงเบา “ขอร้องล่ะค่ะ ให้โอกาสฉันสักครั้งเถอะ บทแบบนี้ฉันเคยเล่นมาแล้วตั้งหลายครั้ง ทุกคนก็บอกว่าฉันแสดงได้ดี คุณลองดูก่อนได้ ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ฉันจะไม่ฝืนค่ะ”
“ผมบอกคุณแล้วว่าบทนี้ไม่เหมาะกับคุณ ยังจะให้ผมพูดตรง ๆ อีกใช่ไหม? คุณไปทำให้ใครไม่พอใจเมื่อครึ่งเดือนก่อน ไม่มีสำนึกบ้างเลยหรือไง? เขาเป็นนายทุนของละครเรื่องนี้นะ นักแสดงตัวเล็ก ๆ อย่างคุณจะเอาอะไรไปสู้กับเขา?”
เจียงซินชะงักงันไปทันที
“นักแสดงตัวเล็ก ๆ อย่างคุณ ผมเห็นมาเยอะแล้ว วงการบันเทิงแบบนี้ ไม่ใช่ทุกคนที่ไม่มีเส้นสาย ไม่มีคนสนับสนุนจะโด่งดังได้ ลองคิดดูให้ดี ถ้าไม่เหมาะกับวงการนี้ก็อย่าเสียเวลาอยู่ที่นี่เลย”
เธอไม่ได้พูดอะไรต่อจริง ๆ ก้มหน้ากล่าวขอโทษ แล้วหันมาเดินทางนี้ ใบหน้าที่หมดอาลัยตายอยากยังมีแววดื้อรั้นให้เห็นชัดเจน
เขาไม่ทันระวัง ทั้งคู่เลยชนกันโดยไม่ตั้งใจ
เธอรีบขอโทษ แล้วเดินผ่านข้างกายเขาไปอย่างอ่อนแรง
เหมือนที่สวี่เจี้ยนเวยพูดไว้ไม่มีผิด เธอเหมือนดอกบัวขาวแสนเปราะบาง กลีบดอกใกล้ร่วงโรยเต็มที
เขาจึงให้คนเอาสัญญาไปยื่นให้เธอ ไม่นานเธอก็มาหาเขา แล้วพูดอย่างหวาด ๆ ว่าจะตั้งใจทำงานตอบแทนเขา ไม่ทำให้เขาผิดหวัง หลังจากนั้นเธอก็ซ้อมการแสดง ท่องบท และออกรายการอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยทั้งวันทั้งคืน
ที่แท้เธอกลัวว่าเขาจะใช้อำนาจบังคับให้เธอยอมเป็นของเขา
เมื่อนึกย้อนกลับไป เขาก็พลันนึกถึงภาพตอนเจียงซินทำให้หัวใจเขาหวั่นไหว ภาพเหล่านั้นยังชัดเจนอยู่ในความทรงจำ
ถ้าเขาอธิบายให้เธอฟังชัด ๆ เธอจะเลิกเกลียดเขาแบบนี้ไหม?
เสียงเคาะประตูดังขึ้นกะทันหัน
หร่วนไป๋เหนียนตวัดสายตาคมกริบไปทางนั้น
ผู้จัดการรีบไปเปิดประตู คนที่อยู่ข้างนอกเอ่ยขึ้นทันที “คุณผู้หญิงในห้องส่วนตัวของแขกคนสำคัญสั่งอาหารมาเยอะมาก ให้เราเอาไปเสิร์ฟไหมครับ?”
