เมื่อเจียงโหยวกลับมาถึงชุมชนอีกครั้ง ข่าวที่ว่าเธอถูกไล่ออกจากบ้านก็แพร่ไปทั่วแล้ว
พวกคุณลุงคุณป้าที่นั่งหลบร้อนใต้ต้นไม้ต่างมองเธอเดินเข้าตึกด้วยสายตาเห็นใจบ้าง สะใจบ้าง พอเธอหันหลังเข้าไป เสียงซุบซิบนินทาก็ยิ่งดังอย่างไม่เกรงใจ
เจียงโหยวไม่สนใจสายตาซับซ้อนเหล่านั้น เธอตรงขึ้นไปชั้นบน เก็บข้าวของส่วนตัวเข้าไปในมิติ แล้วก็ย้ายบ้าน
เช่าบ้านใหม่
วันสิ้นโลกเริ่มต้นด้วยฝนกระหน่ำ
ฝนตกหนักที่สุดเป็นประวัติการณ์ทั่วประเทศติดต่อกัน 3 วัน 3 คืน หลายพื้นที่ในเมืองเอถูกน้ำท่วมมิดตั้งแต่ชั้น 5 ลงไป
เธอไม่ค่อยรู้ว่าสถานการณ์ในเมืองอื่นเป็นอย่างไร เพราะตอนนั้นเธออยู่แต่ในเมืองเอ เรื่องต่าง ๆ ที่รู้ก็ได้มาจากข่าวกับอินเทอร์เน็ต
นอกจากเขตเมืองเอแล้ว หมู่บ้านที่อยู่บริเวณรอบเมืองและตั้งอยู่ในพื้นที่ต่ำก็ถูกน้ำท่วมจนมิดเช่นกัน
แต่ไม่ได้หมายความว่าพื้นที่สูงจะปลอดภัยไร้กังวล เพราะภายในไม่กี่วันก็เกิดโคลนถล่มและดินสไลด์บ่อยครั้ง
เพราะอย่างนั้น บ้านเช่าจึงต้องไม่อยู่ชั้นล่าง นอกจากซอมบี้จะปีนขึ้นมาถึงชั้นล่างได้ง่ายแล้ว คนก็ปีนขึ้นมาได้เหมือนกัน
เธอเช่าบ้านหลังเล็กแบบหนึ่งห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่นผ่านนายหน้า เป็นอาคารที่มีลิฟต์ อยู่ชั้น 23
หลังวันสิ้นโลก ระบบไฟฟ้าล่ม เมื่อไม่มีลิฟต์ ยิ่งอยู่ชั้นสูงคนก็ยิ่งน้อย ซอมบี้ก็ยิ่งน้อยตามไปด้วย
เธอไม่รังเกียจที่อยู่สูง และไม่กลัวการปีนบันได ยังไงเธอก็เคยอยู่ชั้นสูงกว่านี้มาแล้ว
ในเมืองร้างเหล่านั้น ไม่มีใครรู้ว่าตรงไหนมีคนที่คิดร้ายหรือซอมบี้ซ่อนตัวอยู่
เวลาออกไปหาเสบียงคนเดียว ตอนกลางคืนเธอจึงมักเลือกพักบนชั้นสูง ๆ สูงจนคนทั่วไปขี้เกียจปีนขึ้นไป แบบนั้นกลับปลอดภัยกว่า
จัดการเรื่องที่พักเรียบร้อยแล้ว ภารกิจต่อไปก็คือซื้อของ
เงิน 4 ล้านที่เถ้าแก่วัง “สนับสนุนด้วยน้ำใจ” บวกกับเงิน 7 ล้านจากการขายบ้าน รวมเป็น 11 ล้าน
ถึงชั้นล่างจะมีห้างขนาดใหญ่ก็ตาม
แต่การกักตุนของ แน่นอนว่าต้องใช้เงินให้น้อยที่สุดเพื่อซื้อของให้ได้มากที่สุด เน้นความคุ้มค่าเป็นหลัก
